สาเหตุหลักของอาการแตกร้าวของผนังปูน

สาเหตุหลักของอาการแตกร้าวของผนังปูน

1.ความชำนาญของช่างปูน ด้วยเทคนิคการฉาบปูนที่ไม่ได้มาตรฐาน หากฉาบหนาเกินไป หรือไม่มีแนวเซาะร่องเพื่อให้ปูนได้ขยายตัว ทำให้เมื่อเซตตัวจะเกิดการหดตัวมากเกินไป ทำให้เกิดรอยแตกร้าวได้ แต่อาจเป็นรอยแตกร้าวที่ไม่ส่งผลต่อโครงสร้าง

2.การทรุดตัวของพื้น จนทำให้เกิดปัญหารอยแตกร้าวแนวเฉียงขนาดใหญ่ เกิดจากการลงเข็มที่แตกต่างขนาด หรือการลงเข็มที่ต่างเวลา ซึ่งปัญหานี้ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ควรได้รับคำปรึกษาจากสถาปนิก หรือวิศวกรเพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสม

3.การแตกร้าวอันเนื่องมาจากความเสียหายของโครงสร้างอาคาร เช่น เกิดร้อยขี่ตามแนวคาน และเสา ซึ่งเป็นปัญหาโครงสร้างที่ร้ายแรงต้องรีบแก้ไขโดยด่วน โดยการแตกร้าวลักษณะนี้แตกต่างจากข้อ 2 และ 3 ที่ไม่สามารถใช้สีมาซ่อมแซมได้ เพราะถ้าไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุรอยร้าว ปัญหาก็จะเกิดขึ้นซ้ำอีก

เครดิตบทความและภาพ
https://www.tigerbrandth.com/

เทคนิคในการใช้ไม้อัดเคลือบฟิล์มดำ

ไม้อัดเคลือบฟิล์มดำ  เป็นการนำไม้อัดที่เป็นแผ่นบาง ๆ มาอัดด้วยกาวที่กันน้ำ และเคลือบผิวหน้าด้วยฟิล์มโมลิกสีดำ ซึ่งมีคุณสมบัติมันวาวและน้ำซึมผ่านได้ยาก ทำให้มีความแข็งแรง ทนทาน และแกะแบบออกได้ง่าย สามารถใช้งานซ้ำได้หลายครั้ง สามารถตัดและเจาะได้อีกด้วย

ไม้อัดเคลือบฟิล์มดำ เหมาะสำหรับงานประเภทไหน

ไม้อัดเคลือบฟิล์มดำ เหมาะสำหรับงานประเภท งานแบบหล่อที่มีพื้นที่กว้าง ประเภทงานคอนกรีตถนนคอนกรีต ในการประกอบติดตั้งมีราคาถูกกว่าการใช้ไม้แปรรูป หลังจากถอดแบบหล่อออกแล้ว ได้ผิวคอนกรีตเรียบกว่าไม้กระดาน โดยในการยืดอายุการใช้งานแบบหล่อคอนกรีตที่ใช้ไม้อัดเคลือบฟิล์มดำ ควรทำกรอบรอบไม้อัดเป็นโครง ด้วยไม้หรือเหล็กฉาก เพื่อให้แข็งแรง ทนทาน ต่อแรงกระแทกจากการประกอบและการถอดแบบหล่อและควรทาแบบด้วยแลคเกอร์ สีน้ำมันหรือน้ำยาเคลือบแบบหล่อ เพื่อลดการดูดซึมน้ำปูนจากคอนกรีต หากแบบหล่อไม้อัดมีลักษณะเริ่มพองตัวหรือแยกตัวเป็นชั้น แสดงถึงการหมดสภาพการใช้งาน ควรหลีกเลี่ยงการนำมาใช้งานซ้ำและเพื่อความประหยัดควรจัดวางแผ่นไม้อัดลงตัว และเศษของแผ่น ควรจัดให้สมมาตรกัน

 

เทคนิคในการใช้ไม้อัดเคลือบฟิล์มดำ

  1. ควรใช้ผ้าเช็ด ทำความสะอาดผิวไม้อัดก่อน เนื่องจากเศษดิน เศษหิน เศษปูน ที่ติดผิวไม้อัดกันน้ำ จะมีผลต่อความเรียบเงาของพื้นคอนกรีต
  2. ไม้อัดที่ใช้งานแล้ว อาจมีเศษปูน เศษหิน เศษดิน ติดอยู่ ควรทำความสะอาดไม้อัดก่อนที่จะเก็บรักษา
  3. เมื่อมีการตัด หรือเจาะไม่อัด ให้ใช้สีทากันน้ำ ทาขอบ เพื่อกันน้ำไม่ให้ซึมเข้าแผ่นไม้อัด เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานให้ยาวนาน
  4. ในการใช้งานไม้อัดเคลือบฟิล์มดำควรใช้ทั้ง 2 หน้าสลับกันไป
  5. การเก็บรักษาไม้อัด ควรเก็บรักษาไม้อัดไว้ในที่ร่ม และทำให้แห้งอยู่เสมอ เพื่อเป็นการเพิ่มอายุในการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้น
  6. หากมีร่องรอยการชำรุดเล็กน้อย ควรซ่อมแซมให้เรียบร้อยซะก่อน ก่อนที่จะเก็บรักษา
  7. การเก็บรักษา ควรวางซ้อนกันให้เป็นคู่ ๆ
  8. ไม้อัดเคลือบฟิล์มดำควรทำสีกันน้ำที่ขอบไม้อัด ควรทำสีกันน้ำที่ขอบ 2-3 เที่ยว เพื่อป้องกันน้ำและเพิ่มอายุการใช้งาน
  9. ในการใช้งานไม้อัดเคลือบฟิล์มดำ หากไม้อัดแผ่นนั้น ๆ มีการเจาะหรือตอกตะปู ควรทำการอุดรูให้เรียบร้อยก่อนเก็บรักษา เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำซึมเข้าแผ่นไม้อัด
  10. หลังจากใช้งานไม้อัดเคลือบฟิล์มดำแล้ว ควรล้างเศษหิน เศษปูน หรือมีคราบสกปรกควรเช็ดหรือล้างทำความสะอาด และไม่ควรทำให้ฟิล์มดำที่เคลือบไว้เกิดความเสียหาย

สีบ้านเก่า อยากทาสีใหม่ ต้องทำอย่างไรบ้าง

ผนังเก่า สีเริ่มซีดจาง ลอกล่อนเป็นฝุ่นผง เกิดคราบเชื้อราและตะไคร่น้ำ บ้านคุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่
อาการเหล่านี้เป็นการส่งสัญญาณว่าสีทาบ้านเริ่มเสื่อมสภาพ ปกติอายุการใช้งานของสีทาบ้านแต่ละเกรดนั้นยาวนานไม่เท่ากันเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ 5-15 ปี ยิ่งอยู่ในบริเวณที่มีสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรงด้วยแล้ว ยิ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้สีเสื่อมสภาพเร็วขึ้นได้

1.การเลือกสีให้เหมาะสม ถ้าผนังภายนอก การเลือกสีทาบ้านที่มีความทนทานต่อสภาวะอากาศ ทั้งแดด ทั้งฝน จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เจ้าของบ้านต้องพิจารณา

2. การเตรียมพื้นผิวก่อนการทาสี  การเช็คพื้นผิวก่อนทาสีเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะหากผนังไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมจะทาสีใหม่อีกรอบ ปัญหาฟิล์มสีลอกล่อนก็จะตามมาเช่นเดิม

2.1. ให้สำรวจผนังและซ่อมแซม การฉาบปูนหากช่างไม่มีความชำนาญ บ่มปูนไม่ดี นอกจากจะเกิดปัญหารอยแตกลายตามมาแล้ว ยังอาจทำให้เกิดคราบเกลือบนผนัง ที่มีสาเหตุมาจากปูนสะสมความชื้นไว้แล้วค่อย ๆ คายออก หรือปัจจัยทางธรรมชาติอื่น ๆ เช่น เกิดคราบตะไคร่น้ำเนื่องจากบริเวณใกล้เคียงต้องสัมผัสกับความชื้น เกิดปัญหาสีหลุดร่อนเพราะความชื้นสะสมจากดิน ร่องรอยบนพื้นผิวอื่นๆ เช่น รูสกรู คราบน้ำ สีพอง ที่เราต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนลงมือทาสี หากผนังมีร่องรอยความเสียหายเหล่านี้ให้ทำการซ่อมแซมส่วนนี้ก่อนเป็นอันดับแรก

2.2.ตรวจสอบคุณภาพของผนังปูน ค่าด่างและค่าความชื้นต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม ตามธรรมชาติของปูนเมื่อได้รับความชื้นจากสภาพอากาศจะเกิดความเป็นด่างทำให้ผนังเกิดคราบเกลือชัดเจน จึงควรเช็คสภาพค่าความป็นด่างของพื้นผิวโดยใช้กระดาษลิสมัต (Litmus Paper) ตรวจวัดค่า ph ระดับที่เหมาะสมคือ ph 8 จะแสดงผลบนกระดาษลิสมัตเป็นสีเขียว อีกขั้นตอนคือตรวจสอบค่าความชื้นของผนัง เนื่องด้วยปัญหาความชื้นจะทำให้เกิดปัญหาสีบวม ลอกล่อน โดยใช้เครื่องมือวัดความชื้น (Moisture Meter) หากเป็นเครื่อง Kett รุ่น HI-520 ชนิดทาบจะแสดงผลไม่เกิน 6% ส่วนเครื่อง Protimeter Mini ชนิดเข็มจะแสดงผลไม่เกิน 14% เมื่อตรวจสอบสภาพผนังแล้วอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

3. การทาสีรองพื้น  ก่อนจะทาสีรองพื้นเราต้องสังเกตพื้นผิวของสีเดิมว่า มีคราบน้ำอยู่หรือไม่ มีจุดไหนที่สีเกิดพองขึ้นหรือไม่ เพราะถ้ามี ต้องจัดการขูดสีทิ้งจนถึงพื้นผิวปูน ไม่เช่นนั้นแล้ว ทาสีไปกี่ครั้งๆ ก็เป็นการทาทับสีเก่าชั้นนอกสุดซึ่งไม่เกาะผนังปูนเลย ทาสีรองพื้นก็ไม่สามารถช่วยได้ จึงต้องทำความสะอาดพื้นผิวให้เรียบร้อย แล้วปรับสภาพพื้นผิวให้เรียบเสมอกับสีเก่าแล้วค่อยทาสีทับให้เรียบร้อย หากเป็นผนังใหม่ที่เพิ่งทาสีไปไม่นาน และผนังยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ แต่เพียงต้องการเปลี่ยนสีใหม่ให้ทาสีทับหน้าได้เลยไม่ต้องทาสีรองพื้น

 

 

เครดิตภาพและข้อมูล
https://www.baanlaesuan.com/
maisonentravaux

เลือกประตูห้องน้ำแบบไหนดี

ก่อนที่เราจะเลือกประตูห้องน้ำ เราควรรู้บอกช่างหรือคนขายให้รู้ก่อนว่า  เราจะใช้ประตูห้องน้ำภายในบ้านหรือภายนอกบ้าน ซึ่ง ประตูห้องน้ำภายนอกบ้านนั้น เราต้องเลือก ประตูห้องน้ำทีทนทานต่อการเจอทั้งแดดและฝน ส่วนประตูภายในบ้าน สามารถเลือกแบบที่เราต้องการได้แต่ขอให้มีความทนกันน้ำ ป้องกันความชื้น มีเกร็ด ระบายอากาศได้ดี

การเลือกประตูห้องน้ำภายนอกควรเลือกประตูพีวีซีที่เป็นสีขาว เพราะจะสามารถช่วยป้องกันแสงแดด และป้องกันการโก่งตัวเมื่อโดนแดดและโดนฝนมากๆ  การเลือกประตูห้องน้ำควรเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งาน ผิวหน้าของประตูพีวีซีหรือประตูห้องน้ำมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบคือ แบบผิวเรียบและแบบผิวลายเสี้ยนไม้ และผิวลายประตูห้องน้ำที่มักเลือกใช้กัน คือ ลายเซาะร่อง คือจะมีร่องข้างบนหรือข้างล่างเพื่อช่วยในการระบายอากาศ

ส่วนการเลือกประตูห้องน้ำภายในบ้านมีให้เลือกหลายรูปแบบหลายลายกว่าประตูห้องน้ำภายนอกบ้าน เราควรเลือกให้เหมาะสมกับโทนสีบ้านเพื่อความสวยงาม

การเลือกประตูห้องน้ำภายในบ้าน ความคำนึงถึง
1.กันน้ำและความชื้น
2.สามารถทำความสะอาดง่าย
3.มีเกร็ด ระบายอากาศได้ดี
4.ไม่มีปัญหาเรื่องปลวก มด และแมลงกวนใจ

ข้อดีของประตูพีวีซี
1. บานประตูส่วนมากเคลือบฟิล์มที่สามารถทนความร้อนได้ ทนความชื้นได้ ทำให้ประตูพีวีซีไม่โก่งตัว
2. กรอบประตูเป็นไม้สังเคราะห์ทำให้สามารถทนน้ำได้ดี
3. มีให้เลือกทั้งสีขาวและลายไม้
4. ตกแต่งขอบประตูได้ง่ายเนื่องจากเป็นไม้สังเคราะห์
5. มีโฟมหนาแน่นช่วยกันร้อน และกันน้ำได้เป็นอย่างดี
6. มีโครงสร้างประตูที่แข็งแรง และสามารถใส่ลูกบิดประตูได้ทั้ง 2 ด้าน

กระเบื้องมุงหลังคาใช้แบบไหนดี

บ้านของเราจะเสร็จและอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีกระเบื้องมุงหลังคาหรือไม่ได้มุงหลังคา ถ้าไม่ได้มุงหลังคา บ้านของเราจะไม่สามารถกันแดด กันฝน หรือกันสิ่งต่าง ๆ ที่จะตกหล่นใส่บ้านเราได้ กระเบื้องมุงหลังคามีหลายแบบ หลายสี หลายชนิด หลายยี่ห้อ หลายราคา แล้วเราจะเลือกแบบไหนให้เหมาะสมกับบ้านเราดี เหมาะสมที่ผมว่านี้รวมถึง ถูกใจ ถูกราคา สบายเงินในกระเป๋าได้อีกด้วย

1.กระเบื้องดินเผามุงหลังคา
เป็นกระเบื้องมุงหลังคาแผ่นเล็ก ๆ เช่น กระเบื้องว่าว กระเบื้องหางมน กระเบื้องดินขอรองรับด้วยระแนงขนาด 1”x1” วางห่างกันประมาณ 120 มม. เมืองมุงหลัคาแล้ววางทับซ้อนกันเกือบ 2 ชั้น น้ำหนักไม่มากนัก ปัจจุบันไม่นิยมใช้สำหรับบ้านพักอาศัย

2.วัสดุมุงหลังคาตามธรรมชาติ
คือ แป้นเกล็ดไม้สัก ใช้กับอาคารทางภาคเหนือ ลักษณะเป็นไม้แผ่นบาง ขนาดใกล้เคียงกับกระเบื้องดินเผา ปัจจุบันไม่มีการทำขึ้นมาอีก เพราะอายุการใช้งานจำกัด รั่วง่าย ไม่ทนไฟ และราคาแพงมาก

3.สังกะสี
เป็นวัสดุที่มีราคาถูก น้ำหนักเบา ลักษณะเป็นแผ่น มีหลายขนาด หลายสี และหลายราคาอีกด้วย  ราคาแตกต่างกันที่ลอน ลอนเล็กลอนใหญ่ และสีขาวสีเขียว ราคาก็จะแตกต่างกัน สังกะสีมีน้ำหนักเบา จึงประหยัดโครงสร้าง ติดตั้งและรื้อถอนได้เร็ว ไม่แตกหัก ข้อเสียคือ เป็นตัวนำความร้อนสูงมาก ทำให้กระจายความร้อนมาสู่อาคารได้อย่างรวดเร็ว เป็นสนิมง่าย ทำให้เกิดรูรั่ว และส่งผลให้มีอายุการใช้งานที่จำกัด

4.แผ่นเหลกเมทัลชีท หรือแผ่นโลหะเคลือบ
ส่วนมากใช้กับอาคารที่เป็นโกดังสินค้า โรงงาน สถานีบริการน้ำมัน โรงจอดรถ ทำให้อาคารไม่ร้อนเหมือนเก่า เพราะพัฒนาดีขึ้นมากจากสังกะสี

5.กระเบื้องไฟเบอร์ซีเมนต์
เป็นกระเบื้องมุงหลังคาที่นิยมมากในปัจจุบัน ซึ่งไม่มีใยหินเป็นส่วนผสมในกระเบื้องแล้ว จะมีทั้งกระเบื้องลอนคู่ กระเบื้องไตรลอน เป็นต้น

6.กระเบื้องโปร่งแสง
หรือกระเบื้องมุงหลังคาไฟเบอร์กลาสซึ่งผลิตมาจากใยแก้ว และ โพลิเอสเตอร์เรซิน แล้วเข้าเครื่องรีด ซึ่งจะออกมาเป็นแผ่นบาง ๆ บางเพียง1.2 มิลลิเมตร และยังเคลือบด้วยแผ่นฟิล์มพิเศษ มีคุณสมบัติในการป้องกันรังสีจากแสงแดด

7.กระเบื้องคอนกรีต
เริ่มมีการนำเข้ามาใช้เมื่อหลังคาบ้านทรงปั้นหยาได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก สามารถต้านทานต่อการพัดปลิวของแรงลมได้ และมีความแข็งแรงทนทานมากกว่ากระเบื้องไฟเบอร์ซีเมนต์

8.กระเบื้องเซรามิค
เป็นกระเบื้องมุงหลังคาที่เริ่มได้รับความนิยมแพร่หลายในกลุ่มลูกค้าผู้ทำการเลือกกระเบื้องหลังคาด้วยตัวเอง เพราะมีสีสันที่งดงาม ไม่ขึ้นรา เมื่อถูกชะล้างด้วยน้ำฝน ยังคงสภาถเหมือนใหม่เช่นเดิม

เราจะเลือกหลังคาบ้านให้เหมาะกับเราขึ้นอยู่กับความชอบ และโครงสร้างหลังคาเป็นส่วนประกอบด้วยนะครับ หรือที่นิยมกันก็เป็นบ้านหลังคาจั่วที่มีช่องระบายความร้อนได้อีกด้วย มันมีแบเป็นสีด้วย และปัจจุบันบันกระเบื้องมุงหลังคายังมีแบบสีมุกเมทัลลิคอีกด้วย เรียกว่ามองหลังคาแล้วแสบตากันเลยทีเดียว
การจะเลือกกระเบื้องมุงหลังคา ควรเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละสถานที่ และ ให้เหมาะสมกับงบประมาณของเราด้วย

เครดิตรูปภาพ
statewideroofingwichita.com

วิธีตรวจเช็คคุณภาพปูนหมดอายุ

ปูนซีเมนต์เป็นวัสดุในการก่อสร้างที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างอาคาร ก่ออิฐ การเทพื้น หรือการฉาบต่าง ๆ ซึ่งจะให้สิ่งก่อสร้างเหล่านั้นแข็งแรง และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน จำเป็นต้องใช้ปูนซีเมนต์ที่ดี และยังอยู่ในอายุการใช้งานที่สมบูรณ์ แต่ถ้าปูนซีเมนต์หมดอายุแล้ว ก็จะทำให้การแข็งตัว เพิ่อการใช้งานลดลง ซึ่งจะต้องมีวิธีดูว่ายังอยู่ในอายุการใช้งานที่มีคุณภาพ ดังนี้

วิธีตรวจเช็คคุณภาพปูนซีเมนต์ เพื่อการใช้งานที่คงทนถาวร เรามีวิธีตรวจสอบได้ง่าย ๆ ดังนี้
1. การทดสอบสีของปูน ปูนซีเมนต์ที่มีคุณภาพดี และยังอยู่ในอายุการใช้งานต้องมีสีเทา แกมเขียว สีที่เห็นเหล่านี้จะสามารถประเมินคุณภาพของปูนซีเมนต์ได้แม้ไม่มากนัก แต่ก็ยังดีว่าปูนที่มีสีอื่น ซึ่งอาจหมดอายุการใช้งานไปแล้ว และยังสามารถทราบถึงส่วนผสมบางอย่างได้อีกด้วย เช่น มีส่วนผสมของปูนขาว หรือดินเหนียวที่ไม่ได้สัดส่วน ซึ่งสีของปูนจะไม่เป็นสีเทาแกมเขียว เมื่อปูนหมดอายุ
2. ดูจากที่ปูนยึดเกาะกัน ปูนที่มีคุณภาพดีต้องมีลักษณะเป็นผงไม่เกาะกันเป็นก้อน ถ้าเป็นก้อนแสดงว่ามีความชื้นปนอยู่ ควรตรวจดูที่ถุงบรรจุ อาจแตกก็ได้
3. ทดสอบด้วยการวัดอุณหภูมิ โดยการใช้มือล้วงเข้าไปในเนื้อปูนเพื่อตรวจสอบ ถ้าปูนยังมีคุณภาพดีจะให้ความเย็นที่รู้สึกได้
4. ทดสอบด้วยการใช้น้ำ โดยการนำผงปูนมาโรยลงในอ่างน้ำ ปูนที่ดีจะต้องจมลงนอนก้นอ่าง ถ้าลอยอยู่เหนือผิวน้ำแสดงว่ามีคูณภาพที่ไม่ดีแล้ว
5. ให้ดูที่วันผลิตของปูน ความแข็งตัวของปูนซีเมนต์เป็นคุณสมบัติเฉพาะ แต่ก็จะเสื่อมลงตามกาลเวลา ดังนั้นต้องเช็ควันผลิตซึ่งสำคัญมากซึ่งต้องมีอายุไม่เกิน 3 เดือน ถ้าเกินกว่านี่อาจทำให้คุณภาพของปูนลดลงตามลำดับ โดยสูงสุดอาจลดลงได้ถึง 50% เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี
6. ทำการถูด้วยฝ่ามือเพื่อทดสอบคุณภาพ วิธีง่าย ๆ อีกวิธีหนึ่งได้แก่ การนำปูนมาถูด้วยมือ หากรู้สึกว่ามีความนุ่มและลื่นเหมือนเป็นเนื้อเดียวกัน นั่นคือปูนยังมีคุณภาพที่ดีในการใช้งาน แต่ถ้าถูกับมือแล้วรู้สึกว่าไม่เรียบ ไม่ละเอียดและไม่ลื่น นั่นก็แสดงว่าปูนนั้นขาดคุณภาพที่ดีสำหรับการนำมาใช้งานแล้ว

วิธีทดสอบหรือตรวจสอบคุณภาพของปูนซีเมนต์ง่าย ๆ นี้ ผู้ใช้งาน เจ้าของงาน หรือช่างก่อสร้าง ก็สามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องเข้าห้องแลป สามารถทำได้เองที่ไซต์งานทันที และจะรู้ผลของการทดสอบปูนซีเมนต์ได้อย่างคร่าว ๆ ก่อนที่จะใช้งานปูนซีเมนต์ ได้ทันทีเช่นกัน

การเลือกกระเบื้องมุงหลังคาให้เหมาะสมกับบ้าน

หลังคาบ้านเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของบ้าน เนื่องจากเป็นส่วนที่คลุมแดด คลุมฝน การเลือกหลังคาบ้านให้เหมาะสมกับตัวบ้านจึงเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งการเลือกกระเบื้องมุงหลังคาด้วยแล้วจะยิ่งใหญ่กว่า เพราะนอกจากจะทำให้บ้านดูสวยงามแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความคงทนของกระเบื้อง ความเหมาะสมด้านราคาและ เหมาะสมกับตัวบ้าน

การเลือกกระเบื้องมุงหลังคาให้เข้ากับตัวบ้าน
1.  ทรงหางว่าวที่เป็นรูปข้าวหลามตัด จะเหมาะกับบ้านที่มีรูปทรงย้อนยุคมากกว่าบ้านทรงสมัยใหม่
2. กระเบื้องลายไม้ เพื่อการมุงหลังคาบ้านสไตล์แตกต่าง ที่เลียนแบบธรรมชาติในการก่อสร้างได้ดีกว่า
3. กระเบื้องหลังคาแผ่นเรียบ จะเหมาะกับบ้านสไตล์โมเดิร์นหรือบ้านที่มีความร่วมสมัย มากกว่าบ้านทรงโบราณ
4. กระเบื้องหลังคารอนคู่ หรือรอนเดี่ยว จะเหมาะสำหรับบ้านทรงร่วมสมัย หรือบ้านที่มีรูปทรงคลาสสิก
5. เรื่องสีของกระเบื้องก็มีความสำคัญไม่น้อย ควรเลือกให้มีสีที่เหมาะสมกับสีของบ้านด้วย จะทำให้ดูดีกว่า เช่น บ้านสีขาวหรือสีควันบุหรี่สีครีม ถ้าใช้หลังคาสีสว่าง ๆ ก็จะยิ่งทำให้บ้านดูโปร่ง แต่ถ้าใช้สีทึบก็จะทำให้บ้านดูลึกลับ และมืดทึม เป็นต้น

การเลือกวัสดุกระเบื้องในการมุงหลังคาบ้านให้ตอบโจทย์ และลงตัว
หลังคาบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะเปลี่ยนกันได้บ่อย ๆ และเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังเล็กหรือใหญ่ เพราะการเปลี่ยนหลังคาแต่ละทีเป็นเรื่องใหญ่ และต้องใช้เงินจำนวนมาก วัสดุหลังคาแต่ละชนิดก็จะมีความสวยงาม และคุณสมบัติที่ต่างกัน เช่น หลังคาที่ทำมาจากคอนกรีต จะมีจุดเด่นที่เนื้อของวัสดุ และความคงทน กระเบื้องหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ จะมีรูปทรงที่แปลงทันสมัย และสวยงาม กระเบื้องเซรามิก จะมีพื้นผิวมันทำให้เวลาฝนตกลงมาจะชะล้างได้ดีกว่า สีที่เคลือบไว้จะติดทนนานมีอายุการใช้งานหลายสิบปี ไม่ทำให้ดูว่าเก่า

การเลือกกระเบื้องมุงหลังคาบ้าน ต้องดูที่รูปทรงของหลังคาบ้าน
1. กระเบื้องหลังคาบ้านแต่ละอย่างจะมีองศาในการมุงที่ต่างกัน ทั้งนี้เพื่อการระบายน้ำเวลาฝนตก และไม่รั่วซึม โดยทั่วไปจะใช้กระบื้องรอนเพื่อการมุงกับหลังคาบ้านที่มีมุมองศาที่ไม่ชันมาก แต่สำหรับบ้านทรงโมเดิร์นมักจะนิยมหลังคาทรงแบน และมีองศาที่ไม่ชันมาก หรือใช้กระเบื้องที่ผลิตจาก เมทัลชีท หรือหลังคาเหล็กรีดให้เป็นรอนก็ได้ โดยต้องคำนึงถึงเรื่องฉนวนกันวามร้อน และเรื่องเสียงรบกวนจากความแรงของฝนเวลาตกกระทบด้วย เพราะอาจดังมาก

2. การเลือกกระเบี้องมุงหลังคาบ้านพร้อมอุปกรณ์เสริม หลังคาบ้านบางรุ่นจะมีอุปกรณ์เสริมมาด้วย เช่น อุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียม เครื่องบอกทิศทางลม หรือช่องโปร่งแสงสำหรับสกายไลท์ แผ่นปิดกันนก หรือแม้แต่ชุดอุปกรณ์ติดตั้งระบบโซล่าเซล และอื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์เสริมเหล่านี้จะใช้หรือไม่ขึ้นอยู่กับช่าง และเจ้าของบ้าน แต่หางต้องการที่จะใช้ควรปรึกษาผู้ผลิตเพื่อการเลือกใช้ให้ถูกวิธี และจะได้ไม่เสียเปล่า แต่ทั้งนี้ก็คงต้องให้เข้ากับตัวบ้าน และรูปทรงของหลังคาด้วย

เก็บรักษาปูนอย่างไร เมื่อยังใช้ปูนไม่หมด

งานก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์ได้ต้องอาศัยปูนซีเมนต์เป็นหลักทั้งสิ้น การคำนวณในการใช้ปูนซีเมนต์เพื่อการใช้งานเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ช่างก่อสร้างที่มีฝีมือต้องสามารถคำนวณและสั่งซื้อปูนซีเมนต์มาใช้งานได้อย่างพอดีไม่สั่งมามากหรือน้อยไป เนื่องจากปูนเป็นวัสดุก่อสร้างที่มีอายุการใช้งานที่จำกัด แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้ ส่วนใหญ่แล้วมักขาด หรือเกิน ซึ่งถ้าขาดก็ยังสามารถสั่งเพิ่มได้ แต่ถ้ามากเกินพอดีและงานก็เสร็จแล้ว จะคืนให้ผู้ผลิตหรือทางร้านวัสดุก็คงจะยาก จะขายต่อก็คงไม่ได้ราคา

ดังนั้นอาจต้องเก็บไว้ใช้กับงานต่อไป และถ้าต้องเก็บไว้ใช้กับงานอื่น หรืองานต่อไป จะมีวิธีเก็บอย่างไรให้ปูนซีเมนต์ยังคงคุณภาพดี และสามารถที่จะใช้งานได้ การเก็บรักษาปูนซีเมนต้องระวังความชื้นเนื่องจากความชื้นอาจทำให้ปูนแข็งตัวและไม่สามารถใช้งานได้ เพื่อให้ปูนยังคงคุณภาพที่ดีและสามารถใช้งานได้ ควรมีวิธีดังนี้

  1. ต้องเตรียมสถานที่เก็บปูนอย่างเหมาะสม โดนจัดให้มีหลังคากันแดด กันฝน ให้มีผนังทั้งสี่ด้าน ทั้งนี้เพื่อการป้องกันความชื้นและสภาพอากาศเย็นที่อาจเข้ามาจากภายนอกได้ และอาจมาทำให้ปูนแข็งตัวหรือหมดสภาพการใช้งาน
  2. ต้องให้ปูนวางอยู่บนฐาน ที่ทำจากไม้หรือพาเลทให้อยู่สูงจากพื้นประมารณ 1 ฟุต เพื่อการป้องกันความชื้นที่อาจระเหยขึ้นมาจากพื้นได้ ยิ่งถ้าเป็นพื้นที่เทปูนหรือพื้นดินธรรมดาจะยิ่งไม่สมควรวางและต้องใช้ไม้หรือพาเลทรองไว้อีกชั้นหนึ่ง
  3. วิธีวางถุงปูนให้ซ้อนกันประมาณ 5 ชั้น แล้วให้วางสลับกันไปมาอีกทีละ 5 ขั้น จนกว่าจะสมควร
  4. ควรแยกประเภทของปูนห้ามวางรวมกัน เพื่อการหยิบใช้งานได้สะดวก โดยวางปูนที่มีอายุการใช้งานเหลือน้อยไว้ด้านบน เรียกตามความใหม่-เก่าของปูนให้ดี
  5. ต้องวางชั้นปูนให้อยู่ห่างจากผนังห้องเก็บปูนอย่างน้อย 1 เมตร เพื่อความสะดวกในการเดิน หรือต้องแบกไปใช้งาน
  6. การเก็บปูนซีเมนต์ไว้กลางแจ้งหรือไม่มีห้องเก็บอย่างถาวร ควรวางเรียงกันให้เป็นชั้นและต้องอยู่บนฐานไม้หรือพาเลทสูงประมาณ 1 ฟุต ใช้ผ้าใบหรือพลาสติดคลุมไว้ให้มิดชิดเพื่อป้องกันฝน น้ำค้าง และความชื้นจากอากาศ ซึ่งจะทำให้ปูนแข็งตัวและเสื่อมคุณภาพ และไม่ควรเก็บไว้เกินกว่า 2 เดือน ต้องเก็บไว้ในที่แห้งเท่านั้น

รู้จักกับเหล็กเส้นแต่ละประเภท

เหล็กเป็นแร่ธาตุและมีส่วนสำคัญที่ใช้ในการก่อสร้าง และทำให้สิ่งก่อสร้างเป็นรูปเป็นร่าง และมีความคงทนแข็งแรง เหล็กแต่ละประเภทจะมีลักษณะแตกต่างกันไป

สามารถแบ่งได้ 2 ประเภทดังนี้
1.เหล็กเส้นกลม ช่างโดยทั่วไปมักจะเรียกเหล็กชนิดนี้ว่า เหล็ก RB ลักษณะภายนอกจะมีผิวเรียบเกลี้ยง หน้าตัดกลม ซึ่งที่มีขายกันอยู่ทั่วไป ใช้ในการยึดเหนื่ยวระหว่างเหล็กกับคอนกรีต ต้องมีการงอเหล็กเพื่อที่จะถ่ายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนมากมักจะใช้สำหรับงานโครงสร้าง เชน ปลอกเสา , ปลอกคาน , โครงถนน , งานก่อสร้างขนาดเล็กและขนาดกลาง เป็นต้น เหล็กชนิดนี้จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 6-25 มิลลิเมตร สามารถเลือกใช้งานได้ตามความเหมาะสมของงาน

มาตรฐานอุตสาหกรรม มอก.20-2559 ชั้นคุณภาพของเหล็กประเภทนี้คือ SR24 ที่เป็นที่รู้จักและนิยมใช้ คือ เหล็ก Tata Sitcon , บลกท , RSM , TDC ,

  • RB 6 (เหล็กเส้นกลม 2 หุน) ใช้สำหรับงานก่อสร้างที่รับแรงไม่มาก นิยมใช้สำหรับทำปอกเสา และปอกคาน
  • RB9 (เหล็กเส้นกลม 3 หุน) ใช้สำหรับงานก่อสร้างที่รับแรงไม่มาก คล้ายกับเหล็กเส้น 2 หุน
  • RB12 (เหล็กเส้นกลม 4 หุน) ใช้สำหรับงานก่อสร้างทั่วไป แต่ไม่เน้นงานยึดเกาะ เพราะเหล็กมีลักษณะเรียบมน ทำให้ยึดเกาะปูนไม่ดีเท่าที่ควร ส่วนมากนิยมใช้กับงานกลึง เช่น งานกลึงหัวน็อตต่าง ๆ
  • RB19 ใช้สำหรับงานทำถนน
  • RB25 ใช้สำหรับทำเหล็กสตัท เกรียวเร่ง สำหรับงานยึดโครงป้ายขนาดใหญ่ สามารถรับแรง และน้ำหนักได้ดี

2.เหล็กข้ออ้อย เป็นเหล็กที่ใช้สำหรับงานก่อสร้าง เสริมคอนกรีตที่ต้องการโครงสร้างแข็งแรง เช่น อาคารสูง คอนโดมิเนียม ถนนคอนกรีต สะพาน เขื่อน สนามบิน บ่อหรือสระน้ำ เป็นต้น เป็นลักษณะเส้นกลมที่มีบั้ง ผิวของเหล็กจะมีลักษณะเป็นปล้อง ๆ อยู่ตลอดเส้น เหล็กข้ออ้อยจะรับแรงได้มากกว่าเหล็กเส้นกลมเรียบ จะให้ผลที่ดีต่อการรับน้ำหนักที่มากกว่า

การเลือกใช้ชนิดของเหล็กเส้นข้ออ้อย SD30 , SD40 และ SD50 ขึ้นอยู่กับชนิดโครงสร้างเป็นสำคัญ โดยเหล็กข้ออ้อยมีเส้นผ่านศูนย์กลางที่ขายกันอยู่ทั่วไป คือ 12 และ 16 มม. สำหรับขนาดอื่นได้แก่ 10, 20 , 25 และ 28 ต้องสั่งซื้อพิเศษ โดยเหล็กข้ออ้อยแต่ละขนาดจะมีความยาวอยู่ที่ 10 และ 12 เมตรเช่นเดียวกับเหล็กเส้นกลม
มาตรฐานของเหล็กเส้นมี 2 ประเภท คือ

  • เหล็กเต็มหรือเหล็กโรงใหญ่ หมายถึง เหล็กที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง และน้ำหนักของเหล็กได้มาตรฐาน มอก. 24-2559
  • เหล็กเบาหรือเหล็กโรงเล็ก เป็นเหล็กทีผลิตให้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน มอก. มักเป็นเหล็กรีดซ้ำ เหล็กเบาจะมีราคาต่ำกว่าเหล็กเต็ม ซึ่งจะทำให้เกิดการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่อาจก่อให้เกิดอันตราย เพราะอาจไม่สามารถรับน้ำหนักตามที่แบบกำหนดไว้ได้

ทำความรู้จัก ปูนนอนชริ้งค์ 

ปูนนอนชริ้งค์ แปลตรงตัวว่า ไม่หดตัว เป็นปูนอเนกประสงค์สำหรับงานซ่อมแซมต่างๆ และยังสามารถใช้สร้างงานคอนกรีตที่ต้องการความแข็งแกร่งเป็นพิเศษได้อีกด้วย
แบ่งเป็น 3 ประเภท
1.สำหรับชิ้นงานคอนกรีต เช่น ฐานคอนกรีตรับแรง แท่น หรือฐานเสาต่างๆ
2.งานซ่อมแซมโครงสร้าง เช่น เสา คาน พื้นคอนกรีต จากปัญหาเรื่องคอนกรีตเกิดรูพรุนขณะหล่อชิ้นงานนั้นๆ การแตกร้าวเล็กน้อยที่ไม่เกิดผลต่อการรับแรง และงานซ่อมแซมรอยสกัดฝังท่อ
3.งานซ่อมแซมผิวปูนฉาบ ผิวปูนปรับระดับพื้นจากปัญหาเรื่องปูนแตกล่อนต่างๆ
เครดิตข้อมูล
100 เรื่องต้องรู้เมื่อมีบ้าน