วิธีเลือกผนังกันเสียง ควรเลือกใช้อย่างไร ให้เหมาะกับบ้านของเรา

วิธีเลือกผนังกันเสียง ควรเลือกใช้อย่างไร ให้เหมาะกับบ้านของเรา

วิธีเลือกผนังกันเสียง ควรเลือกใช้อย่างไร ให้เหมาะกับบ้านของเรา

สำหรับที่อยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโด ท่านก็ต้องคาดหวังการพักผ่อนที่ดีต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต แต่สิ่งนึงที่มักจะมีปัญหาและส่งผลต่อสุขภาพจิตคือ มลภาวะทางเสียง ด้วยปัญหานี้มักจะเกิดขึ้นกับบ้านหรือคอนโดที่มีการกั้นผนังที่ไม่สามารถกันเสียงได้ดี ดังนั้นในบทความนี้ผมจึงอยากจะมาแนะนำวิธีการเลือกใช้ผนังกันเสียง ให้สามารถกันเสียงได้จริงไม่ทำร้ายสุขภาพจิตของตัวท่านและผู้อยู่อาศัยคนอื่น

สิ่งที่ทุกคนน่าจะรู้กันอยู่แล้วคือ การที่เสียงจะทะลุผ่านห้องแต่ละห้องได้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าผนังที่นำมากั้นห้องแต่ละห้องนั้นเป็นผนังชนิดใดและรูปแบบหรือวิธีการก่อเป็นแบบใด โดยหลัก ๆ แล้ว วัสดุที่มักนำมาใช้ก่อผนังก็จะมีด้วยกัน 2 อย่างคือ อิฐมวลเบาและอิฐมอญ หรือถ้าเป็นรูปแบบของผนังเบาก็จะเป็น โครงกัลวาไนซ์ 75 mm. กรุด้วยยิปซั่มหนา 12 mm. 2 ด้าน

วิธีเลือกผนังกันเสียง ควรเลือกใช้อย่างไร ให้เหมาะกับบ้านของเรา

มาตรฐานการกันเสียง STC

ก่อนจะพูดถึงความสามารถในการกันเสียงของวัสดุแต่ละชนิดว่ามีดีมีด้อยต่างกันอย่างไร ท่านจำเป็นต้องรู้จักกับหน่วยวัดค่าความสามารถในการกันเสียงก่อน โดยหน่วยวัดนั้นจะถูกเรียกว่า STC (Sound Transmission Class) ซึ่งเป็นค่ากลางในการกำหนดมาตรฐานการกันเสียงของวัสดุแต่ละชนิด โดยยิ่งค่า STC สูงยิ่งสามารถกันเสียงได้มาก สินค้า STC จะถูกกำหนดเป็นช่วงระยะ โดยระยะตั้งแต่ 40 ขึ้นไปจึงจะสามารถกันเสียงได้ในระดับการใช้งานปกติ

จากนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าวัสดุแต่ละชนิดมีค่า STC อยู่ที่เท่าไหร่
อย่างแรกคืออิฐมอญซึ่งเป็นที่นิยมกันมากจะมีค่า STC อยู่ที่ 44 ซึ่งถือว่าเป็นค่าที่อยู่ในระดับทั่วไปสามารถใช้งานได้ กันเสียงได้ในระดับปกติเหมาะกับห้องทั่วไปในการใช้ชีวิตประจำวัน

ต่อมาคือผนังอิฐมวลเบาจะมีค่า STC อยู่ที่ 38 และผนังยิปซั่มจะมีค่า STC อยู่ที่ 36 ต้องการกันเสียงที่ค่อนข้างน้อยกว่าอิฐมอญ โดยเฉพาะผนังยิปซั่มจะมีค่ากันเสียงที่น้อยมาก ๆ เรียกว่าข้างห้องทำอะไรก็ได้ยินไปหมด แต่ก็ไม่ใช่ว่าผนังหรือวัสดุที่มีค่า STC ต่ำจะไม่สามารถนำมาใช้ได้ เพราะเราสามารถนำฉนวนกันเสียงมาใช้ติดเข้าไปกับตัวผนังเพื่อให้ผนังสามารถกันเสียงได้ดียิ่งขึ้นได้

วิธีเลือกผนังกันเสียง ควรเลือกใช้อย่างไร ให้เหมาะกับบ้านของเรา

แล้วจะเลือกฉนวนกันเสียงอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ?

ในการเลือกฉนวนกันเสียงจำเป็นจะต้องเลือกโดยอิงตามคุณสมบัติของตัวฉนวนนั้น ๆ โดยคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของฉนวนกันเสียงคือ ต้องเป็นฉนวนที่ไม่ติดไฟและไม่ลามไฟเด็ดขาด เพราะเป็นวัสดุสำหรับภายในบ้าน การกันไฟจึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับ 1 นอกจากนี้ก็ควรเป็นสารอนินทรีย์ซึ่งจะทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องความชื้นและเชื้อรา และที่สำคัญคือต้องไม่มีสาร CFC ไม่มีแร่ใยหินซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยฉนวนกันความร้อนโดยทั่วไปจะถูกผลิตออกมาเป็นแผ่นให้เหมาะกับการใช้งาน มีความหนาตั้งแต่ 50 mm. 70 mm. และ 100 mm.

เมื่อรู้คุณสมบัติของวัสดุแต่ละชนิดแล้ว รู้ว่าต้องเลือกฉนวนกันเสียงแบบไหน ก็มาดูที่ความสามารถในการกันเสียงเมื่อใช้ฉนวนกันเสียงร่วมกับวัสดุต่าง ๆ

วิธีเลือกผนังกันเสียง ควรเลือกใช้อย่างไร ให้เหมาะกับบ้านของเรา

1. ผนังเบาโครงกัลวาไนซ์ 75 mm. กรุด้วยยิปซั่มหนา 12 mm. 2 ด้าน
เมื่อนำผนังเบาซึ่งเป็นโครงยิปซั่มรวมเข้าไปกับแผ่นฉนวนกันเสียงที่มีความหนาตั้งแต่ 50 mm. ขึ้นไป จากเดิมที่กันเสียงได้แค่ 36 STC เพิ่มเป็น 42 STC ซึ่งการทำแบบนี้เป็นวิธีการที่แนะนำมากที่สุด เพราะเป็นงานแห้ง เสร็จงานเร็ว ติดตั้งง่าย สามารถทำเสร็จภายในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง

2. ผนังมวลเบา 2 ชั้น
การทำงานแบบนี้จะเป็นการใช้ผนังมวลเบาก่อขึ้นมา 2 ชั้น เว้นตรงกลางระหว่างทั้งสองข้างเอาไว้ให้มีความหนาประมาณ 50 mm. จากนั้นก็อุดตรงกลางด้วยฉนวนกันเสียงหนา 50 mm หากใช้วิธีนี้จากเดิมที่อิฐมวลเบามีค่าการกันเสียงอยู่แค่ 38 STC จะเพิ่มมาเป็น 68 STC ซึ่งเป็นการกั้นเสียงที่ดีเป็นอย่างมาก เหมาะกับใช้ในห้องประชุม หรือห้องนอนที่อยู่ใกล้กับถนนหรือใกล้กับบริเวณที่มีเสียงดังมาก ๆ หากใช้รูปแบบการติดตั้งแบบนี้ต่อให้ข้างนอกจะมีเสียงดังก็สามารถนอนหลับได้อย่างสบาย

3. การเบิ้ลผนัง
จะเป็นการแก้ปัญหาที่ค่อนข้างปลายเหตุ โดยผนังเดิมอาจก่อด้วยอิฐมวลเบาซึ่งกันเสียงได้ไม่ดีนัก วิธีนี้จะทำการตีโครงยิปซั่มขึ้นมาแนบติดเข้าไปกับตัวผนังเดิม ก่อนจะกรุยิปซั่มเข้าไป ให้กรุด้วยฉนวนกันความร้อนความหนา 50 mm. เข้าไปก่อน แล้วค่อยปิดยิปซั่ม 12 mm. ตามทีหลัง จะช่วยเพิ่มค่าการกันเสียงได้มากถึง 55 STC เท่านี้ก็สามารถใช้งานได้แล้ว

การแก้ปัญหาในรูปแบบการเบิ้ลผนัง เป็นการแก้ปัญหาที่เหมาะสำหรับเจ้าของคอนโดซื้อคอนโดไปแล้วมีปัญหาเสียงรบกวน เพราะไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการก่อผนังขึ้นมาใหม่ได้วิธีนี้จึงเหมาะเป็นอย่างยิ่ง

วิธีเลือกผนังกันเสียง ควรเลือกใช้อย่างไร ให้เหมาะกับบ้านของเรา

นอกจากนี้ในส่วนของการกั้นห้องเพิ่มสำหรับใครที่มีบ้านอยู่แล้ว ก็สามารถใช้ผนังแห้งหรือ Dry Wall รวมเข้ากับโครงยิปซั่มในข้อที่ 1 เลยก็ได้ เท่านี้ห้องใหม่ที่กั้นออกมาก็จะสามารถกันเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้หวังว่าจะครบถ้วนชัดเจน ทั้งตัวเลขและการวัดผลต่างๆเพื่อให้ท่านสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจในการ Renovate ต่อเติม หรือ แก้ปัญหาเสียงทะลุผนังได้นะครับ

หลังคาบ้านเลือกอย่างไรให้ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ

หลังคาบ้านเลือกอย่างไรให้ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ

หลังคาบ้านเลือกอย่างไรให้ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ

ในการสร้างบ้านหรือที่อยู่อาศัยแต่ละครั้งแน่นอนว่าช่างหรือเจ้าของบ้านจะต้องใส่ใจในเรื่องของมาตรฐานการผลิตของวัสดุทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัสดุที่นำมาใช้ในการทำหลังคา เพราะหลังคาได้ชื่อว่าเป็นส่วนองค์ประกอบที่ใหญ่ที่สุดของตัวบ้าน หากเกิดปัญหาขึ้นกับหลังคาแล้วก็มีโอกาสทำให้ส่วนอื่นของบ้านเกิดปัญหาขึ้นตามมาเป็นลูกโซ่ได้เช่นกัน ในบทความนี้ผมจึงอยากนำข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกหลังคาให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน เพื่อให้มีอายุการใช้งานยาวนาน เลือกหลังคามาติดครั้งเดียวใช้ยาวไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ๆ ไม่ต้องเสียเงินเยอะ ๆ

มาตรฐานการผลิตของวัสดุมุงหลังคา

ที่หลายๆท่านน่าจะคุ้นหูคุ้นตากันอยู่แล้วนั่นคือ มอก. ซึ่งย่อมาจากมาตรฐานอุตสาหกรรม เป็นมาตรฐานเฉพาะประเทศไทยที่นิยมใช้กันอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่าหากวัสดุมุงหลังคาที่นำมาใช้ไม่ผ่าน มอก. ก็ไม่ควรจะนำมาใช้งานเด็ดขาด แต่นอกจากมาตรฐานของประเทศไทยแล้ว ทั่วโลกก็ยังมีมาตรฐานการผลิตอื่นๆที่เรียกว่าเป็นสากลและมีคุณภาพมากกว่า มอก. ไม่ว่าจะเป็น มาตรฐาน AS จากออสเตรเลีย มาตรฐาน ASTM จากอเมริกา หรือมาตรฐาน JIS จากฝั่งญี่ปุ่น

หลังคาบ้านเลือกอย่างไรให้ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ

โดยมาตรฐานสากลเหล่านี้จะมีการตรวจสอบที่เข้มงวดและละเอียดมากกว่า มอก. ของประเทศไทย เนื่องจากเป็นมาตรฐานของพัสดุที่จะต้องส่งออกไปทั่วโลก ทำให้ต้องตรวจสอบคุณภาพเป็นอย่างสูงให้สามารถใช้งานได้กับสภาพอากาศแทบทุกทีบนโลก พูดง่าย ๆ ก็คือ ทนกว่า แข็งแรงกว่า ใช้งานได้ยาวนานกว่าและมั่นใจได้มากกว่า ว่าจะได้สินค้าดีมีคุณภาพ เพราะหลังคาคือที่สวนที่ต้องใช้งานอยู่ตลอดเวลา เกิดปัญหาแค่เพียงเล็กน้อยบนหลังคาก็มีโอกาสที่ปัญหานั้นจะส่งผลต่อส่วนอื่นของบ้านได้อย่างง่ายๆ ด้วยเหตุนี้การดูเรื่องมาตรฐานการผลิตของวัสดุจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณจะต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก

หลังคาที่ไม่ได้มาตรฐานก่อให้เกิดปัญหาอะไรกับบ้านของเราบ้าง

1. ถ้าการผลิตขึ้นรูปลอนไม่ได้มาตรฐาน
โดยปัญหานี้เกิดจากเครื่องมือหรือเครื่องจักรที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้รูปลอนที่ออกมาไม่ได้มาตรฐาน เมื่อนำมามุงหลังคาและซ้อนทับกันจะทำให้ซ้อนทับไม่สนิท เมื่อซ้อนกันไม่สนิทก็มีโอกาสเกิดน้ำรั่ว แล้วส่งผลในเรื่องของปัญหาการใช้งานของฝ้า รวมถึงโอกาสที่จะเกิดไฟฟ้าลัดวงจร และเชื้อราต่าง ๆ ที่อาจสะสมอยู่บนฝ้าเพดาน

2. กระบวนการเคลือบไม่ได้มาตรฐาน
หากในการผลิตกระบวนการเคลือบไม่ได้มาตรฐานปัญหาที่จะเกิดตามมากับผู้ใช้งานเลยคือปัญหาของสนิมและการผุกร่อนที่เร็วกว่าที่ควรจะเป็น

หลังคาบ้านเลือกอย่างไรให้ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ

3. เหล็กที่นำมาใช้ความหนาไม่ได้มาตรฐาน
เหล็กถือว่าเป็นอีกหนึ่งวัสดุหลักที่ใช้ในการขึ้นรูปหลังคา ตัดเหล็กผู้ผลิตออกมามีความหนาไม่ได้มาตรฐาน ก็จะส่งผลในเรื่องของความแข็งแรงของตัวหลังคาและอายุการใช้งานที่จะสั้นลงเป็นอย่างมาก ยังไม่นับรวมถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากโอกาสของการแตกหักรั่วซึมที่มากกว่าหลังคาที่ความหนามีมาตรฐาน
ตอนนี้เป็นแค่ 3 ปัญหาหลัก ๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากที่สุด หากนำวัสดุที่ไม่มีคุณภาพมาใช้ในการมุงหลังคา ซึ่งแน่นอนว่าปัญหาเหล่านี้ก็จะกลับมาหาตัวเราในอนาคตและไม่ใช่ปัญหาที่เราจะต้องมานั่งซ่อมหลังคา ปัญหาหลังคานำมาซึ่งปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย

หลังคาบ้านเลือกอย่างไรให้ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ

สุดท้ายทั้งหมดที่กล่าวมาในบทความนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของมาตรฐานการผลิตที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใส่ใจดูแลและตรวจสอบให้ชัดเจน ว่าบริษัทผู้ผลิตที่เรากำลังจัดซื้อนั้นได้มาตรฐานหรือไม่ หากไม่ได้มาตรฐาน จำเป็นจะต้องเลือกบริษัทที่มีมาตรฐาน เพราะบ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยแต่บ้านเป็นแทบทั้งหมดของชีวิตคน ๆ หนึ่งเลยก็ว่าได้

คลิกติดต่อสั่งซื้อสินค้า

สินค้าแนะนำ

PU Foam VS PE Foam ต่างกันอย่างไร ใช้แบบไหนดีกว่า

PU Foam VS PE Foam ต่างกันอย่างไร ใช้แบบไหนดีกว่า

อีกหนึ่งปัญหาของคนที่อยู่บ้านมาจะเจอเหมือนกันนั่นคือ เรื่องปัญหาความร้อนในบ้าน ซึ่งเมื่อพูดถึงปัญหาความร้อนในบ้านสิ่งที่จะตามมานั่นคือ ฉนวนกันความร้อน พอพูดถึงฉนวนกันความร้อนก็จะเกิดความสับสนขึ้นระหว่าง PU โฟม และ PE โฟม ว่ามันต่างกันอย่างไร? ต้องเลือก PE หรือ PU ถึงจะเหมาะกับบ้านของเรา

PU Foam VS PE Foam ต่างกันอย่างไร ใช้แบบไหนดีกว่า

เมื่อพูดถึงฉนวนกันความร้อนสิ่งหนึ่งที่จะตามมานั่นคือหลังคาเมทัลชีท เพราะเป็นหลังคาที่แปะติดตัวฉนวนกันความร้อนมาในตัว สามารถหาซื้อได้ง่ายและเป็นที่นิยมในตลาด ดังนั้นในบทความนี้ผมจะขอพูดถึงตัวฉนวน PE และ PU ที่ติดอยู่กับหลังคาเมทัลชีทเท่านั้น ว่าทั้ง 2 ชนิดนี้ต่างกันอย่างไร เลือกใช้อย่างไร

PU Foam VS PE Foam ต่างกันอย่างไร ใช้แบบไหนดีกว่า

ฉนวน PE Foam

ฉนวน PE หรือ Polyethylene ลักษณะภายนอกจะเป็นแผ่นโฟมบาง ๆ หุ้มด้วยฟอยล์ทั้ง 2 ชั้น ซึ่งในการทำจะเป็นการขึ้นรูปโฟมแล้วรีดติดลอนมา การรีดลอนก็จะเป็นการใช้โฟมทาลงไปที่ตัวลอนแล้วติด PE ทับด้านบน

เรามักจะเห็นโฟมชนิดนี้ได้ตามโรงงานใหญ่ ๆ ที่ถูกสร้างมานาน ห้างสรรพสินค้าที่อยู่มานานแล้ว เนื่องจากเมื่อประมาณ 5-10 ปีก่อน ฉนวนชนิด PE เป็นโฟมชนิดเดียวที่อยู่ในตลาดราคาไม่สูงและสามารถติดตั้งได้ง่าย ส่วนโฟม PU ก็มีอยู่น้อยส่วนที่มีก็ราคาค่อนข้างสูงเนื่องจากเป็นนวัตกรรมใหม่

ข้อดีของ PE Foam คือ น้ำหนักเบา กันความร้อนได้ระดับหนึ่ง งานและติดตั้งง่าย แล้วที่สำคัญคือราคาค่อนข้างถูก แต่ก็จะมีข้อด้อยอยู่ตรงที่อายุการใช้งาน เพราะเมื่อใช้งานไปประมาณ 3-5 ปีจะเกิดปัญหากาวหลุดร่อน ทำให้ตัวโฟมหลุดร่อนออกมาเป็นแผ่น ๆ ส่งผลให้จะต้องทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนฉนวนบ่อย ๆ

PU Foam VS PE Foam ต่างกันอย่างไร ใช้แบบไหนดีกว่า

ฉนวน PU Foam

ฉนวน PU หรือที่ย่อมาจาก Polyurethane Foam ซึ่งผลิตโดยการฉีดสารโพลิเมอร์ออกมา แล้วขยายตัวให้กลายเป็นโฟมเนื้อละเอียดสีเหลือง ๆ ฉีดออกไม้ให้หนาติดกับตัวหลังคาเมทัลชีท แล้วทำการปิดแผ่นฟอยล์ทับด้านหนึ่ง

คุณสมบัติการเป็นฉนวนหรือการกันความร้อนดีกว่า PE ค่อนข้างเยอะ แทบจะเป็นฉนวนที่ดีที่สุดสำหรับหลังคาเมทัลชีทในปัจจุบัน

โดยการใช้งานจะแบ่งเป็น 2 แบบหลัก ๆ
แบบแรกคือการฉีดติดเข้าไปกับหลังคาเมทัลชีทอย่างที่กล่าวไปตอนต้นและอีกแบบคือการฉีดโฟมคลุมไปกับหลังคาเก่า ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรูปแบบงานแบบไหนก็เป็นงาน PU เช่นเดียวกัน ที่สำคัญที่สุดคือราคาของโฟมแบบ PU ถูกลงกว่าสมัยก่อนที่เพิ่งเริ่มผลิตเป็นอย่างมาก โดยเมื่อก่อนอาจจะตารางเมตรละเกือบ 1,000 แต่ปัจจุบันเหลือเพียงตารางเมตรละ 100 กว่าบาทถึง 200 เท่านั้นเอง

PU Foam VS PE Foam ต่างกันอย่างไร ใช้แบบไหนดีกว่า

แม้ราคาจะยังสูงกว่าแบบ PE แต่ด้วยคุณสมบัติที่สูงกว่าจึงทำให้ปัจจุบันการใช้ฉนวนแบบ PU แพร่หลายและเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานบ้าน งานโรงรถหรืองานที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากการใช้ PU ก็เหมาะสมแก่ราคา แต่หากเป็นงานที่มีขนาดงานค่อนข้างมาก พื้นที่เยอะ ๆ เช่น หลังคาโรงงาน หรือหลังคาห้างสรรพสินค้า ก็อาจจะไม่ได้ต้องการฉนวนระดับ PU ซึ่งจะทำให้งบประมาณค่อนข้างสูง แต่ใช้ฉนวนแบบ PE ก็เพียงพอต่อการใช้งานและงบประมาณก็ไม่ได้สูงจนเกินไป

ดังนั้นทั้ง PE และ PU ในปัจจุบัน ยังสามารถใช้ได้ทั้ง 2 ชนิด เพียงแต่จะต้องดูให้ดีว่าการใช้งานเหมาะกับฉนวนชนิดไหน ไม่มากก็อาจใช้ PU แต่หากเป็นงานใหญ่เนื้อที่เยอะ ใช่แค่ PE ก็พอแล้ว
ทั้งหมดนี้คือความแตกต่างและความเหมาะสมในการใช้งานของฉนวนทั้ง 2 ประเภท สามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมในงานของคุณได้เลย

คลิกติดต่อสั่งซื้อสินค้า

สินค้าแนะนำ

วิธีเลือกเครื่องปั๊มน้ำอัตโนมัติ ให้เหมาะกับบ้านของคุณ

เลือกปั๊มน้ำอัตโนมัติอย่างไรให้เหมาะกับบ้าน

เครื่องปั๊มน้ำอัตโนมัติมีหน้าที่ช่วยเพิ่มแรงดันน้ำในท่อให้มีมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอหรือเหมาะสมกับการใช้งานในบ้าน ยิ่งบ้านมีจำนวนชั้นที่สูงขึ้นและจำนวนคนในบ้านที่มากขึ้นก็จะมีผลต่อการเลือกใช้เครื่องปั๊มน้ำอัตโนมัติเพื่อให้เหมาะสมพอดีกับการใช้งานในบ้านต่างกัน จะได้มีน้ำใช้จากก๊อกน้ำต่าง ๆ ในบ้านที่ไม่ไหลเบาจนเกินไปจนทำให้ใช้งานไม่สะดวกนะครับ

เลือกปั๊มน้ำอัตโนมัติอย่างไรให้เหมาะกับบ้าน

สิ่งที่ควรคำนึงก่อนติดตั้งเครื่องปั๊มน้ำอัตโนมัติ

1.จุดใช้น้ำทั้งหมดในบ้าน เช่นฝักบัวอาบน้ำ ก๊อกน้ำซิงค์ล้างจาน หรือสายยางรดน้ำต้นไม้ เพื่อจะได้รู้ปริมาณที่จะใช้น้ำพร้อมกันจากก๊อกน้ำที่มีทั้งหมด
2.จำนวนชั้นของบ้านมีกี่ชั้นที่ต้องส่งแรงดันน้ำขึ้นไป

เลือกปั๊มน้ำอัตโนมัติอย่างไรให้เหมาะกับบ้าน

3.รู้จำนวนคนในบ้าน (เพื่อคำนวณโอกาสการใช้น้ำพร้อม ๆ กัน)
การเลือกขนาดปั๊มที่เหมาะสม(วัตต์) ขึ้นอยู่กับลักษณะบ้านและการใช้งาน โดยมีสูตรสำเร็จเพื่อให้ง่ายต่อการเลือกดังต่อไปนี้

100 วัตต์ เหมาะกับบ้านไม่เกิน 2 ชั้น มีการใช้น้ำพร้อมกันไม่เกิน 2 จุด
150 วัตต์ เหมาะกับบ้านไม่เกิน 2 ชั้น มีการใช้น้ำพร้อมกันไม่เกิน 2 จุด มีเครื่องทำน้ำอุ่น 1 เครื่อง
200 วัตต์ เหมาะกับบ้านไม่เกิน 3 ชั้น มีการใช้น้ำพร้อมกันไม่เกิน 2 จุด มีเครื่องทำน้ำอุ่น 1 เครื่อง
250 วัตต์ เหมาะกับบ้านไม่เกิน 4 ชั้น มีการใช้น้ำพร้อมกันไม่เกิน 3 จุด มีเครื่องทำน้ำอุ่น 1 เครื่อง
300 วัตต์ เหมาะบ้านไม่เกิน 4 ชั้น มีการใช้น้ำพร้อมกันไม่เกิน 3 จุด มีเครื่องทำน้ำอุ่น 2 เครื่อง

เลือกปั๊มน้ำอัตโนมัติอย่างไรให้เหมาะกับบ้าน

จะเห็นว่ายิ่งมีการใช้น้ำพร้อมกันหลายจุดการเลือกเครื่องปั๊มน้ำจะเปลี่ยนไปตามความจำเป็นการใช้งาน

สิ่งที่ควรรู้ก่อนติดตั้งเครื่องปั๊มน้ำอัตโนมัติคือ “ต้องมีถังน้ำ”

เครื่องปั๊มน้ำอัตโนมัติห้ามต่อท่อตรงจากท่อประปาโดยตรงเนื่องจากผิดกฎหมายตามข้อบังคับ กปน. ฉบับที่ 26 การดึงน้ำจากท่อประปาสาธารณะมาใช้เฉพาะบ้านตนเองยังส่งผลให้เพื่อนบ้านได้รับความเดือดร้อนจากปริมาณน้ำที่น้อยลงและอาจส่งความเสียหายต่อระบบท่อภายในบ้านของเราเองด้วยครับ วิธีที่ถูกต้องคือ ต่อท่อน้ำประปาจ่ายน้ำเข้าในถังเก็บน้ำก่อน แล้วจึงค่อยต่อปั๊มน้ำกับถังเก็บน้ำ

เลือกปั๊มน้ำอัตโนมัติอย่างไรให้เหมาะกับบ้าน

เครื่องปั๊มน้ำควรมีระบบตรวจสอบความผิดปกติของน้ำ

เครื่องปั๊มน้ำที่ดีควรมีเครื่องหมาย มอก. รับรอง พร้อมเทคโนโลยีระบบตรวจสอบความผิดปกติและตัดการทำงานอัตโนมัติ อาทิ การป้องกันแรงดันเกินจากท่อประปาที่ส่งน้ำมาแรงเกิน มีเซนเซอร์แจ้งเตือนกรณีน้ำแห้งหรือน้ำขาด (Dry-running protection) และกรณีท่อรั่ว ปิดวาล์วน้ำไม่สนิท ปั๊มน้ำจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนหน้าตัวเครื่อง พร้อมกับปิดการทำงานให้อัตโนมัติ เพื่อป้องกันด้านความปลอดภัยและแจ้งให้ผู้ใช้ทราบได้ว่ามีจุดรั่วไหล

หวังว่าข้อมูลบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจเลือกเครื่องปั้มน้ำให้กับบ้านของผู้อ่านเพื่อให้ใช้เครื่องปั้มน้ำแบบไม่มีปัญหา

คลิกติดต่อสั่งซื้อสินค้า

สินค้าแนะนำ

ปรับห้องนอนเพื่อความปลอดภัยสำหรับเด็ก

ปรับห้องนอนเพื่อความปลอดภัยสำหรับเด็ก

สำหรับครอบครัวที่กำลังจะมีลูก หรือลูกกำลังจะเข้าสู่วัยซุกซน พ่อแม่ย่อมมีความเป็นห่วงถึงความปลอดภัยของลูก เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่ดีสำหรับปรับห้องนอนให้เข้ากับวัยเด็กที่เราต้องดูแล เพื่อความปลอดภัยสำหรับเด็กๆในบ้าน
ปรับห้องนอนเพื่อความปลอดภัยสำหรับเด็ก

1.พื้น
พื้นไม่ควรจะแข็งและลื่นเกินไป เพราะมีความเสี่ยงที่เด็กจะลื่นล้มและบาดเจ็บได้ง่าย ยิ่งวัยซุกซนแล้วจึงน่าเป็นห่วง พื้นที่เราอยากแนะนำคือพรมหรือไม่ก็พื้นยางไปเลย เพราะไม่แข็งเกินไป มีความนิ่ม ลดการบาดเจ็บจากการหกล้มได้ดี และควรเลือกพื้นยางที่ไม่ลื่นด้วย แนะนำควรปูพื้นยางหรือพรมทั้งห้องด้วย ที่สำคัญไม่ควรมีของแข็งหรืออะไรก็ตามที่อันตรายตามพื้น เพราะเสี่ยงทำให้เด็กสะดุดล้ม หรือล้มไปโดนของแข็งที่วางบนพื้นได้ พื้นคือปัจจัยสำคัญมาก ยังไงเด็กต้องสัมผัส

ปรับห้องนอนเพื่อความปลอดภัยสำหรับเด็ก

2.ประตู
ปัญหาจากประตูที่พบได้บ่อยคือ ประตูหนีบมือหนีบนิ้ว ทางแก้คือลองหาโช๊คอัพประตูที่ทำให้ประตูไม่เลื่อนประตูปิดเอง มีการเปิดค้างไว้ที่ 90องศา ปลอดภัยจากประตูหนีบมือเด็กได้ เพิ่มความปลอดภัยไปอีกเปราะหนึ่งและที่สำคัญต่อมาคือ ควรเลือกลูกบิดประตูที่จะกดล็อกประตูได้ยาก เพราะด้วยความเป็นเด็ก อาจพรั้งเผลอซนไปเล่นและล็อกประตูโดยไม่รู้ตัว เมื่อเด็กเป็นไรกระทันหันขึ้นมา ผู้ปกครองจะเข้าไปช่วยลูกได้ทันท่วงที หรือไม่ก็แขวนกุญแจไว้หน้าประตูเลยก็ได้

3.หน้าต่าง
หน้าต่างควรจะอยู่สูงเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กปีนเล่น หรือถ้าหน้าต่างไม่สูงจริง ๆ ทางแก้คือหากรงหน้าต่างมาปิดไว้ ที่ป้องกันไม่ให้เด็กตกหน้าต่างได้

4.เฟอร์นิเจอร์
เฟอร์นิเจอร์ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ ตู้ ควรเลือกที่ขอบเฟอร์นิเจอนั้นไม่คมหรือแข็งเกินไป หรืออาจจะหาอะไรนิ่ม ๆ เช่น ฟองน้ำมาครอบไว้ตามขอบต่าง ๆ ก็ได้ เพื่อป้องกันการกระแทกที่เด็กไปชน และเฟอร์นิเจอร์ไม่ควรโยกย้ายได้ง่าย เพราะเด็กอาจจะซุกซนขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ด้วยตนเองจนเกิดการบาดเจ็บได้ หรืออาจลากตู้ขนาดเล็กไปปีนหน้าต่างเป็นต้น

ปรับห้องนอนเพื่อความปลอดภัยสำหรับเด็ก

5.ของอันตราย
อุปกรณ์ข้าวของ เช่นมีด ของมีคม แหลม หรือสิ่งที่เป็นอันตรายเช่นแก๊ส หรือสารที่เป็นพิษไม่ควรอยู่ในห้องเด็ก และไม่ควรอยู่ในที่ต่ำจนเด็กหยิบมาเล่นได้

6.แสงแดด
แสงแดดอ่อน ๆ จะช่วยกำจัดเชื้อโรคและแบคทีเรียต่าง ๆ ที่หมักหมมอยู่ในห้องนอนเด็กได้ และยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับเด็กได้อีกด้วย ตกแต่งห้องนอนเด็กให้มีแสงส่องผ่านเข้ามาอย่างเพียงพอ ยิ่งมีหน้าต่างเยอะก็ยิ่งดี และอย่าลืมความปลอดภัยสำหรับเด็ก ป้องกันไม่ให้ปีนหน้าต่างด้วยนะครับ

ปรับห้องนอนเพื่อความปลอดภัยสำหรับเด็ก

7.ปลั๊กไฟ
ควรเลือกปลั๊กไฟที่มีฝาครอบ เพื่อป้องกันเด็กเอานิ้วแหย่เข้าไปในปลั๊กไฟ ถ้าให้ดีเลยให้เด็กอยู่ห่างปลั๊กมากที่สุดยิ่งดีนะครับ

ทั้งหมดนี้คือ จุดสำคัญที่คุณต้องตรวจสอบและคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอย่างมาก เพราะธรรมชาติของเด็กที่มีความสงสัยเป็นปกติ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งสำคัญที่สุด ดังนั้นขอให้ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์ในการช่วยเรื่องของการจัดห้องสำหรับเด็ก ๆ ในบ้านนะครับ ขอบคุณครับ

เลือกวัสดุปูพื้นอย่างไร ให้เหมาะกับการใช้งาน

เลือกวัสดุปูพื้นอย่างไร ให้เหมาะกับการใช้งาน

เลือกวัสดุปูพื้นอย่างไร ให้เหมาะกับการใช้งาน

หนึ่งในองค์ประกอบหลักของบ้านที่แค่เดินเข้าไปก็มองเห็นทันที นอกจากฝ้าเพดานที่มองเห็นชัดแล้ว พื้นเองก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญมากเช่นกัน เพราะเป็นจุดที่ต้องใช้งานอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีการใช้งานที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ บางจุดต้องการความสวยงาม บางจุดต้องการการเสียดทานไม่ลื้น และจุดอื่น ๆ เองก็ใช้งานต่างกัน วันนี้ผมจึงนำวิธีการเลือกวัสดุปูพื้นให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละจุดของตัวบ้านมาฝากคุณ

วิธีการเลือกวัสดุปูพื้นตามการใช้งานต่าง ๆ

เลือกวัสดุปูพื้นอย่างไร ให้เหมาะกับการใช้งาน

1.ห้องนั่งเล่น
ห้องนั่งเล่นคือประตูด่านแรกของบ้านที่คนจะเข้ามาเห็น มักจะมีขนาดใหญ่ที่สุดในตัวบ้าน เป็นห้องที่คนพลุกพล่านไปมา มีเพื่อนฝูงมาอยู่ด้วย ชวนกันมาปาร์ตี้กัน คุณสามารถเลือกพื้นแบบไหนมาปูก็ได้ ทั้งกระเบื้อง พรม ไม้ ลามิเนตหรือกระเบื้องยาง

เลือกวัสดุปูพื้นอย่างไร ให้เหมาะกับการใช้งาน

2.ห้องครัว
เป็นห้องที่ต้องเผชิญคราบน้ำมันกระเด็น หรือเศษต่าง ๆ จากตอนทำอาหาร และยังนับว่าเป็นจุดศูนย์กลางภายในบ้าน เป็นบริเวณที่เหล่าสมาชิกครอบครัวหรือเพื่อนฝูง มารวมตัวเพื่อรับประทานอาหารและพูดคุยกัน รองรับทั้งโต๊ะอาหาร เครื่องครัว รวมถึงผู้คน เรียกได้ว่ารับศึกหนักมาก

ดังนั้นพื้นห้องครัวควรเลือกพื้นที่มีความทนทานสูง ทนรอยขีดข่วน กันความชื้น กันคราบเปื้อน และทำความสะอาดง่าย แนะนำวัสดุปูพื้นที่เป็นกระเบื้องพอร์ซเลน กระเบื้องเซรามิค พื้นคอนกรีต หรือปูนขัดมันก็ได้

เลือกวัสดุปูพื้นอย่างไร ให้เหมาะกับการใช้งาน

3.ห้องน้ำ
ห้องน้ำจัดเป็นห้องเปียก โดนน้ำตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่ว่าจะสบู่ แชมพู และคราบต่าง ๆ และเป็นห้องที่ต้องมีการขัดพื้นทำความสะอาดเป็นประจำ พื้นที่ดีที่สุดสำหรับห้องน้ำควรเป็นพื้นที่สามารถทนความชื้นได้ดี กันลื่นจากคราบน้ำหรือสบู่ ทนรอยขีดข่วนจากการขัดล้าง และทำความสะอาดง่าย เราจึงขอแนะนำพื้นห้องน้ำเพียง 2 แบบคือ กระเบื้องแบบแกรนิตโต้และกระเบื้องแบบพอร์ซเลน ซึ่งกระเบื้องทั้ง 2 ชนิดมีความแข็งแรงทนทาน กันลื่นได้ และอัตราการซึมน้ำต่ำ ส่วนกระเบื้องแบบเซรามิคก็เป็นที่นิยมเพราะทำความสะอาดง่ายและราคาถูก แต่มักจะมีปัญหาเรื่องความลื่น

เลือกวัสดุปูพื้นอย่างไร ให้เหมาะกับการใช้งาน

4.ห้องนอน
ห้องนอนนั้นคือห้องพักผ่อนของคุณเอง จัดเป็นพื้นที่ส่วนตัว ออกแบบห้องนี้ตามที่เราชอบ รวมถึงลายของพื้น หรือพื้นสัมผัสเลือกพื้นแบบใดก็ได้ เพราะมันคือห้องของคุณแล้ว ถ้าชอบนุ่ม ๆ ก็เลือกพวกพื้นไม้ พรม กระเบื้องยาง หรือพื้นลามิเนต เป็นต้น

เลือกวัสดุปูพื้นอย่างไร ให้เหมาะกับการใช้งาน

5.ห้องนอนเด็ก
ห้องนอนเด็กควรจะเป็นพื้นที่ไม่ลื่น และไม่แข็งจนเกินไป เพื่อนป้องกันเด็กลื่นกระแทกกับพื้น และเด็กมักจะนั่งเล่นกับพื้น พื้นจึงต้องสะอาด ทำความสะอาดได้ง่าย และทนทาน ควรเลือกพื้นไวนิล หรือกระเบื้องยาง

สุดท้ายแล้วทั้ง 5 จุดนี้เป็นวิธีการเลือกตามการใช้งานเท่านั้น สิ่งที่คุณต้องคำนึงอีกจุดหนึ่งคือเรื่องรสนิยม ซึ่งส่วนนี้คุณต้องพูดคุยปรึกษากับทีมช่างอีกครั้งตามความเหมาะสมในการออกแบบของคุณ

คลิกติดต่อสั่งซื้อสินค้า

สินค้าแนะนำ

การเลือกใช้ประตูให้เหมาะกับจุดต่างๆในบ้าน

การเลือกใช้ประตูให้เหมาะกับจุดต่างๆในบ้าน

เมื่อพูดถึงประตูบ้าน อย่างน้อยก็คงอยากเลือกประตูสวย ๆ สักหน่อยละกัน แต่ ด้วยแต่ละจุดในบ้านมีความเหมาะสมในการเลือกใช้งานประตูที่ต่างกัน เราจึงต้องเลือกวัสดุประตูที่คู่ควรกับจุดที่ประตูอยู่
โดยประตูบ้านจะแบ่งได้อย่างง่าย ๆ 2 ประเภทดังนี้

การเลือกใช้ประตูให้เหมาะกับจุดต่างๆในบ้าน

ประตูนอกบ้าน : จะต้องมีความทนทานต่อแสดงแดดและฝน ไม่พังง่าย และมีคุณสมบัติแข็งแรง เพื่อป้องกันการงัดแงะโจรกรรม
ประตูภายในบ้าน : อาจจะไม่ต้องเลือกประตูที่ทนแดดทนฝนก็ได้ จะมีให้เลือกหลากหลายมากขึ้น หรือถ้าเป็นประตูห้องน้ำ ก็ควรเป็นประตูที่ไม่มีปัญหาความชื้น กันน้ำได้ดีนั่นเอง

เราจึงมีข้อมูลของประตูที่ทำมาจากวัสดุต่าง ๆ เพื่อเป็นส่วนประกอบในการเลือกใช้ประตูให้เหมาะสมกับจุดต่าง ๆ ในบ้านครับ

1.ประตูไม้จริง
คุณสมบัติ : มีความแข็งแรง คงทน อายุการใช้งานยาวนาน หากต้องการนำประตูไม้ไปใช้ติดตั้งภายนอก ควรใช้ประตูไม้ที่ทำจากไม้สัก เนื่องจากสามารถทนแดดทนฝนได้ดี ส่วนประตูไม้ที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง ไม้เต็ง ไม่ควรติดตั้งไว้ภายนอกเพราะมักเกิดการพองตัว บิด งอ โก่ง เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยน จึงเหมาะที่จะใช้ติดตั้งภายในเท่านั้น

การเลือกใช้ประตูให้เหมาะกับจุดต่างๆในบ้าน

2.ประตูไม้สังเคราะห์
คุณสมบัติ :เป็นประตูที่ผลิตจากไม้เนื้อแข็งผสมรวมกับพีวีซี บานประตูที่แข็งแรง ทนทาน กันน้ำได้ และมีผิวสัมผัสเหมือนไม้ สามารถกันปลวก ไม่ลามไฟ กันแรงกระแทกได้ดี และแช่น้ำได้ จึงสามารถนำบานประตูไม้สังเคราะห์ไปใช้ได้กับทุกห้อง อายุการใช้งานยาวนาน

3.ประตูไม้อัด
คุณสมบัติ : เป็นประตูที่มีโครงสร้างด้านในเป็นไม้แล้วปิดทับหน้าด้วยไม้อัด มีน้ำหนักเบา แต่ผุง่าย ไม่ทนต่อความชื้น และแสงแดด จึงไม่เหมาะสำหรับใช้ติดตั้งภายนอก

การเลือกใช้ประตูให้เหมาะกับจุดต่างๆในบ้าน

4.ประตูยูพีวีซี และประตูไวนิล
คุณสมบัติ : เป็นประตูพลาสติก กันน้ำที่ผิวหน้าได้ดี มีความแข็งแรง ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมได้ดี ไม่ติดไฟ ดูแลรักษาง่าย ไม่ผุกร่อน ป้องกันเสียงรบกวนและป้องกันการรั่วซึมได้ดี แนะนำให้ใช้เป็นบานประตูห้องน้ำหรือประตูภายนอกบ้าน

5.ประตูพีวีซี
คุณสมบัติ : เป็นประตูที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ ไม่มีปัญหาเรื่องความชื้นและปลวก ไม่ผุ ไม่หด หรือบิดงอ แต่ไม่แข็งแรง บาง กรอบจากการโดนแสงแดดได้ และแตกหักง่าย ง่ายต่อการงัดแงะเพื่อการโจรกรรม เหมาะสำหรับการใช้ติดตั้งภายใน เช่น ประตูห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น สำหรับการใช้งานชั่วคราว งานที่ไม่ต้องการ ความแข็งแรงทนทาน

การเลือกใช้ประตูให้เหมาะกับจุดต่างๆในบ้าน

6.ประตูอะลูมิเนียม
คุณสมบัติ : ประตูอะลูมิเนียมจัดเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติไม่ก่อให้เกิดสนิม ทนฝน ทนแดด ทนทาน สามารถใช้ทดแทนไม้ เหล็ก และ พลาสติคได้ มีอายุการใช้งานยาวนาน เหมาะสำหรับการติดตั้งทั้งภายในและภายนอก

ทั้งนี้ในการเลือกใช้อุปกรณ์สำหรับทำประตูก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน รูปแบบและการออกแบบของตัวบ้าน และรสนิยมของเจ้าของบ้านแต่ละท่าน สุดท้ายหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อว่าที่เจ้าของบ้าน หรือผู้ที่ต้องการรีโนเวทบ้านในการตัดสินใจ

คลิกติดต่อสั่งซื้อสินค้า

สินค้าแนะนำ

ชั้นวางอเนกประสงค์

ประตู – หน้าต่าง

ประตูรุ่น Comfort

ประตูรุ่น Comfort

ประตูรุ่น G-Series REVO บานเซาะร่อง

ประตูรุ่น G-Series REVO บานเซาะร่อง

ประตูรุ่น REVO บานลูกฝัก

ประตูรุ่น Revo บานลูกฟัก

อยากต่อเติมบ้านควรรู้ปัญหาและวิธีทำในการต่อเติมบ้าน

อยากต่อเติมบ้านควรรู้ปัญหาและวิธีทำในการต่อเติมบ้าน

สำหรับเจ้าของบ้านหลายท่านที่เพิ่งซื้อบ้านใหม่หรืออาจจะเพิ่งสร้างบ้านเสร็จ พออยู่ไปสักระยะนึงก็เริ่มมีความรู้สึกว่าพื้นที่รอบบ้านมีพื้นที่เหลือมากพอ อยากจะทำส่วนต่อเติมออกไปจากตัวบ้านเพื่อให้มีพื้นที่ใช้สอยในประโยชน์ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น อาจจะทำเป็นโรงรถ ห้องครัว หรือห้องอื่น ๆ เพิ่มเข้ามา แต่ก็มักพบเจอปัญหาส่วนต่อเติมบ้านทรุดตัวและมีโอกาสเกิดความเสียหายให้กับตัวบ้าน วันนี้จึงมาบอกวิธีป้องกันและแก้ไขปัญหาบ้านทรุดตัว เพื่อให้เจ้าของบ้านที่ต้องการสร้างส่วนต่อเติมออกจากตัวบ้านใช้แก้ปัญหาและป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ

อยากต่อเติมบ้านควรรู้ปัญหาและวิธีทำในการต่อเติมบ้าน

ปัญหาส่วนต่อเติมบ้านทรุดตัวเกิดจากอะไร

ปัญหาจากการทำส่วนต่อเติมบ้านจะมีด้วยกันหลัก ๆ 2 อย่าง

1. ก่ออิฐก่อปูนหรือทำส่วนต่อเติม DIY ออกไปเอง

การทำแบบนี้หลายครั้งเจ้าของบ้านก็ไม่ได้มีการตอกเสาหรือตอกเข็มลงไปใต้ดินเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับส่วนต่อเติม ซึ่งตรงนี้เองทำให้เกิดปัญหาส่วนต่อเติมทรุดตัวเนื่องจากตัวน้ำหนักบ้านและตัวน้ำหนักของส่วนต่อเติมไม่สามารถค้ำยันกันได้ เมื่อน้ำหนักมากเกินไปก็เกิดการทรุดตัวหรือเกิดการพังทลายลงมา นับว่าเป็นปัญหาและเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยเป็นอย่างมาก

อยากต่อเติมบ้านควรรู้ปัญหาและวิธีทำในการต่อเติมบ้าน

2. จ้างช่างมาก่อนส่วนต่อเติมออกไปจากตัวบ้าน

การจ้างช่างมาทำส่วนต่อเติมบ้านก็ไม่ได้แปลว่าส่วนต่อเติมจะไม่ทรุดตัวนะครับ ตัวบ้านเดี่ยวที่ถูกสร้างออกมาอาจจะเป็นบ้านที่สร้างจากแบบแปลนหรือบ้านจัดสรรที่ไปซื้อมา ต่างก็ได้รับการคำนวณเป็นอย่างดีว่าชิ้นส่วนแต่ละชิ้นส่วนของบ้านจะต้องมีน้ำหนักเท่าไหร่และรับน้ำหนักได้มากแค่ไหน ซึ่งแม้จะเป็นช่างแต่ถ้าไม่ได้ผ่านการคำนวณมาอย่างดีแล้วไปทำส่วนต่อเติมก็มีโอกาสจะทำให้เกิดการทรุดตัวได้อยู่ดี

ดังนั้นการทำส่วนต่อเติมจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและสำคัญมาก แม้ส่วนต่อเติมจะมีการตอกเสาเข็มลงไปแล้วก็ตาม ก็ยังคงมีโอกาสที่จะเกิดการทรุดตัวและเสียหายได้อยู่ดี เพราะเสาเข็มนั้นก็ไม่ได้รับการคำนวณทางวิศวกรรมมาอย่างดี

แล้วแบบนี้ยังสามารถต่อเติมตัวบ้านได้หรือเปล่า หรือสร้างบ้านมายังไง ซื้อบ้านมาแบบไหนก็ต่อเติมไม่ได้เลย จริง ๆ จะพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว บทความนี้ผมจึงอยากจะมาพูดถึงวิธีแก้ปัญหาและการป้องกันอย่างได้ผล สำหรับเจ้าของบ้านที่ต้องการจะสร้างส่วนต่อเติมบ้านเพื่อใช้สอยเพิ่มเติม

วิธีการที่ดีที่สุดในการทำส่วนต่อเติมบ้านคือ ทำส่วนต่อเติมบ้านที่ต้องการให้แยกออกจากตัวบ้าน

อยากต่อเติมบ้านควรรู้ปัญหาและวิธีทำในการต่อเติมบ้าน

วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ง่ายและดีที่สุดในการป้องกันบ้านทรุดตัวจากการต่อเติมบ้าน ขอโครงสร้างใหม่ขึ้นมาในบริเวณที่ต้องการ ทำผนังให้ติดกับตัวบ้านโดยตรง อาจจะใช้แผ่นโฟมมาติดกั้นระหว่างตัวบ้านและตัวโครงสร้างใหม่ ส่วนตัวโครงสร้างใหม่ก็ให้มีการตอกเสาเข็มเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อไม่ให้เกิดการทรุดตัวของตัวมันเอง ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้บ้านไม่ต้องรับน้ำหนักจากตัวโครงสร้างใหม่มากเกินไป และสามารถคำนวณน้ำหนักด้านวิศวกรรมของโครงสร้างใหม่ได้ง่ายด้วย ซึ่งวิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาบ้านทรุดตัวที่ดีที่สุดในด้านวิศวกรรม

ไม่ว่าอย่างไรสิ่งที่คุณต้องระวังและใส่ใจมากที่สุดคือการปรึกษาวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะถ้าสามารถปรึกษาวิศวกรที่ออกแบบบ้านของคุณได้จะยิ่งดี เพราะเขาสามารถบอกได้เลยว่าควรต่อเติมแบบไหนถึงจะทำให้บ้านไม่ทรุดตัวและปลอดภัยกับคนในครอบครัว

สุดท้ายการใช้ชีวิตในบ้านความสุขคือสิ่งสำคัญ แต่สำคัญเหนือกว่าความสุขคือความปลอดภัยของคนในบ้าน หวังว่าบทความนี้จะเป็นข้อมูลที่ทำให้คุณสามารถต่อเติมตัวบ้านออกไปใช้สอยได้อย่างมีความสุข และยังปลอดภัยกับตัวคุณและคนในบ้านเช่นกัน

 

เครดิตรูปภาพ
https://completemicropile.com/reviews/
https://www.infinitydesign.in.th/
https://www.win888.co.th/

 

คลิกติดต่อสั่งซื้อสินค้า

สินค้าแนะนำ

เสาเข็ม/แผ่นพื้น/หกเหลียมกลวง/แผ่นพื้น Hollow Core

เสาตีนช้าง, เสาบ้าน

เสาเข็ม/แผ่นพื้น/หกเหลียมกลวง/แผ่นพื้น Hollow Core

แผ่น HOLLOW CORE CPAC

เสาเข็ม/แผ่นพื้น/หกเหลียมกลวง/แผ่นพื้น Hollow Core

แผ่นพื้นคอนกรีตราคาถูกที่สุด

เสาเข็ม/แผ่นพื้น/หกเหลียมกลวง/แผ่นพื้น Hollow Core

เสาเข็มหกเหลี่ยม

เสาเข็ม/แผ่นพื้น/หกเหลียมกลวง/แผ่นพื้น Hollow Core

เสารั้วลวดหนาม

เสาเข็ม/แผ่นพื้น/หกเหลียมกลวง/แผ่นพื้น Hollow Core

เสาเข็มไอ

ฝ้าเพดานมีปัญหาแก้ยังไงให้ใช้ได้ระยะยาว

ฝ้าเพดานมีปัญหาแก้ยังไงให้ใช้ได้ระยะยาว

ฝ้าเพดานไม่ว่าจะเป็นฝ้ายิปซั่มหรือไฟเบอร์ซีเมนต์ เมื่อใช้ไปซักระยะหนึ่งหลายคนก็มักจะพบเจอปัญหาเดียวกัน นั่นก็คือ ใช้ไปซักระยะหนึ่งจะมีปัญหาคราบ สกปรกเป็นฝุ่น หรือแม้กระทั่งแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ที่เวลายกก็จะมีการย้วยแตกหักเสียหาย จะแก้ไขปัญหาได้อย่างไรโดยในบทความนี้ผมจะพูดถึงปัญหาการใช้ฝ้าภายในเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นฝ้ายิปซั่มหรือไฟเบอร์ซีเมนต์

ฝ้าเพดานมีปัญหาแก้ยังไงให้ใช้ได้ระยะยาว

ปัญหาที่เกิดจากการใช้งานฝ้ายิปซั่ม

สิ่งที่หลายบ้านมักจะเจอและเป็นปัญหาปวดหัวสำหรับเจ้าของบ้านเลยคือการใช้ฝ้ายิปซั่มเมื่อผ่านเวลาเหลืออายุการใช้งานไปซักระยะหนึ่ง จะเกิดคราบสกปรกที่เกิดจากการโดนน้ำหรือไอน้ำต่างๆ หรือปัญหาฝ้าตกท้องช้างที่จะนำมาซึ่งปัญหาฝุ่นภายในบ้านเพราะตัวฝ้ายเองก็ทำมาจากผงยิปซั่ม

ซึ่งนี้เองก็เป็นปัญหากวนใจ ที่เจ้าของบ้านหลายๆท่านมักจะเจอหลังจากใช้งานฝ้ายิปซั่มไปซักระยะหนึ่ง แต่ถ้าจะเปลี่ยนมาใช้ไฟเบอร์ซีเมนต์ หรือสมาร์ทบอร์ด เองก็จะมีปัญหาอื่น ๆ ตามมาเช่นกันนั่นคือ แม้ไฟเบอร์ซีเมนต์จะเป็นวัสดุที่แข็งแรงทนทาน แต่ปัญหาที่มักตามมาเลยคือความเปราะ แตกง่าย ยิ่งขึ้นรูปเป็นแผ่นบางๆ สำหรับการทำฝ้าเพดานยิ่งทำให้เปราะ แตกง่ายเวลาเจาะรู หรือยิ่งเป็นเพดานก็จะทำให้มุมของสมาร์ทบอร์ดแตกออกมา จึงทำให้การใช้ไฟเบอร์ซีเมนต์หรือสมาร์ทบอร์ดในการทำฝ้าเพดานไม่ได้รับความนิยม

ฝ้าเพดานมีปัญหาแก้ยังไงให้ใช้ได้ระยะยาว

เครดิตภาพ SCG

สมาร์ทบอร์ดนวัตกรรมใหม่
ด้วยจุดเด่นซึ่งคือความแข็งแรงทนทานของสมาร์ทบอร์ดนี่เองทำให้มีการพัฒนาสมาร์ทบอร์ดมากขึ้น และด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน สมาร์ทบอร์ดรุ่นซุปเปอร์บอร์ดของ SCG ความหนาขนาด 4-6 มม. ซึ่งถูกผลิตด้วยเทคโนโลยี Super โมเลกุลสร้างความยึดเหนี่ยวในระดับโมเลกุล ซึ่งเมื่อเพิ่มความยึดเหนี่ยวระดับโมเลกุลแล้วเทคโนโลยีนี้จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องความเปราะ แตกง่าย จากเดิมที่แค่ยกขึ้นคนเดียวก็มีโอกาสแตกหักแล้ว สมาร์ทบอร์ดรุ่นใหม่ของ SCG สามารถยก 2 คนได้อย่างง่ายๆ ไม่หักง่าย แข็งแรงขึ้นไม่ย้วยยิงตะปูแล้วไม่แตก

ที่สำคัญคือ เวลายิงแผ่นสมาร์ทบอร์ดขึ้นเป็นฝ้าเพดานให้ติดกับโครง สามารถยิงห่างจากตัวโครงได้ในระยะแค่ 1-2 เซนติเมตร ทำให้เก็บงานง่ายขึ้นสวยงามมากขึ้น ซึ่งตามปกติแล้วปัญหานี้เป็นปัญหาที่ช่างมักจะไม่ชอบและกวนใจอยู่เสมอ เพราะปกติแค่ยิงตะปูเข้าไปหรือเจาะเข้าไปแผ่นสมาร์ทบอร์ดก็จะแตก หรือไม่ถ้าเจาะก็จะกลายเป็นรูขนาดใหญ่ทำให้รูนั้นไม่สามารถใช้ได้และ อาจต้องมีการเปลี่ยนบ่อยครั้งทำให้เป็นปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายระยะยาวของเจ้าของบ้าน ทำให้สมาร์ทบอร์ดปกติไม่เป็นที่นิยม

ฝ้าเพดานมีปัญหาแก้ยังไงให้ใช้ได้ระยะยาว

สรุปข้อดีของแผ่นสมาร์ทบอร์ดซุปเปอร์บอร์ดของ SCG

เนื่องจากเป็นแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ทำให้มีความแข็งแรงทนทาน ใช้ทำเป็นฝ้าเพดานแล้วฝ้าไม่ย้วย ยิงแล้วขอบไม่แตกขอบไม่ทะลุ ทนชื้น ทนน้ำ ไม่เป็นคราบ ที่สำคัญที่สุดคือเนื่องจากเป็นสมาร์ทบอร์ดซึ่งไม่มีส่วนผสมของใยหิน ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาปลวก

ซึ่งเป็นประโยชน์กับทั้งตัวเจ้าของบ้านและช่าง เพราะช่างเองก็ทำงานง่ายจบงานเร็วไม่ต้องยุ่งยาก สำหรับตัวเจ้าของบ้านเองก็ได้ของดีในงบประมาณที่ไม่บานปลาย เก็บงานง่าย งานเรียบร้อยสามารถใช้ได้ในระยะยาว

เพราะการแก้ปัญหาฝ้าเพดานที่ดีที่สุดคือการเลือกวัสดุในการทำฝ้าเพดานที่ดีและเป็นวัสดุที่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น ถ้าตอนนี้คุณกำลังมีปัญหาฝ้าเพดานที่เกิดจากแผ่นยิปซั่ม ก็สามารถพิจารณาฝ้าเพดานโดยใช้วัสดุสมาร์ทบอร์ดรุ่นซุปเปอร์บอร์ดของ SCG สำหรับเปลี่ยนฝ้าเพดานครั้งถัดไปก็ได้

คลิกติดต่อสั่งซื้อสินค้า

สินค้าแนะนำ

แผ่นโพลีคาร์บอเนตใช้มุงหลังคาได้ไหม ข้อดีข้อเสียมีอะไรบ้าง

แผ่นโพลีคาร์บอเนตใช้มุงหลังคาได้ไหม ข้อดีข้อเสียมีอะไรบ้าง

หลายคนน่าจะเคยมีคำถามในเรื่องของการสร้างบ้านว่า แผ่นโพลีคาร์บอเนตคืออะไร ใช้มุงหลังคาได้ไหม ข้อดี ข้อเสีย มีอะไรบ้างและต้องดูแลหรือระมัดระวังเรื่องอะไรบ้างในการใช้งาน บทความนี้มีคำตอบ แผ่นโพลีคาร์บอเนตใช้มุงหลังคาได้ไหม ข้อดีข้อเสียมีอะไรบ้าง

แผ่นโพลีคาร์บอเนตหรือที่หลายคนมักเรียกว่าแผ่นใส มีด้วยกัน 3 ประเภทที่เป็นที่นิยมใช้กัน

แผ่นโพลีคาร์บอเนตใช้มุงหลังคาได้ไหม ข้อดีข้อเสียมีอะไรบ้าง

1. แผ่นลูกฟูก
ชนิดนี้จะเป็นแผ่นโพลีคาร์บอเนตที่มีลักษณะภายนอกคล้ายกับกระดาษลัง กล่าวคือภายในจะเป็นแผ่นลูกฟูกอยู่ ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 4 – 10 มิลลิเมตร มีลักษณะเป็นแผ่นเรียบขนาดประมาณ 1.2 × 2.4 เมตร

แผ่นโพลีคาร์บอเนตใช้มุงหลังคาได้ไหม ข้อดีข้อเสียมีอะไรบ้าง

2. แผ่นตัน
จะเป็นลักษณะคล้ายกับกระจกคือ เป็นแผ่นเรียบ อาจจะมีหน้าหนึ่งของแผ่นที่กัดผิวส้มมาเป็นลักษณะขุ่น ๆ ซึ่งมีความหนาตั้งแต่ 2 – 6 มิลลิเมตร ขนาดประมาณ 1.2 x 2.4 เมตร เช่นกัน

แผ่นโพลีคาร์บอเนตใช้มุงหลังคาได้ไหม ข้อดีข้อเสียมีอะไรบ้าง

3. แผ่นรูปลอนหลังคา
เป็นแผ่นโพลีคาร์บอเนตที่ขึ้นรูปมาให้เป็นลอนเช่นเดียวกับหลังคาหรือเป็นลอนเหมือนกับแผ่นเมทัลชีท ซึ่งจุดประสงค์ในการใช้งานคือ คือนำมาติดตั้งสลับกับบางจุดบนหลังคา ซึ่งจะเห็นได้ตามโรงงานหรือโกดังที่จะมีหลังคาที่มีบางจุดที่ใสแสงแดดทะลุได้ เมื่อนำมาติดกับหลังคาบ้านก็จะทำให้เกิดความสวยงามมากขึ้นด้วย

ทั้ง 3 ประเภทคือ ชนิดของแผ่นโพลีคาร์บอเนต จากนี้เป็นคำแนะนำในการเลือกใช้งานแผ่นโพลีคาร์บอเนต
สิ่งแรกที่คุณต้องรู้และควรระวังคือ ไม่ควรนำแผ่นโพลีคาร์บอเนตชนิดลูกฟูกหรือแผ่นเรียบมาใช้ติดตั้งเป็นหลังคา เพราะจะทำให้เกิดการรั่วหรือเสียหายได้ง่าย ควรใช้แผ่นรูปลอนหลังคาในการติดตั้งมากกว่า ซึ่งตามห้างทั่วไปเองก็จะมีแผ่นโพลีคาร์บอเนตที่เป็นลอนคู่กับแบบหลังคาของตัวเองขายอยู่แล้ว จึงสามารถซื้อมาแล้วติดสลับกับหลังคาหรือกระเบื้องนั้น ๆ ได้ในจุดที่ต้องการ แต่โดยส่วนมากแล้วก็มักไม่เป็นที่นิยมเพราะบ้านมักจะมีฝ้าและ ฝ้าเองก็จะกั้นตัวแสงแดดที่ทะลุแผ่นโพลีคาร์บอเนตเข้ามาอยู่ดี

แผ่นโพลีคาร์บอเนตใช้มุงหลังคาได้ไหม ข้อดีข้อเสียมีอะไรบ้าง

แผ่นโพลีคาร์บอเนตจะนิยมติดที่ส่วนอื่นของบ้านมากกว่าไม่ว่าจะเป็น กันสาด โรงรถ ห้องครัว หรือส่วนต่อเติมเงินอื่น ๆ ที่อยู่นอกตัวบ้าน ซึ่งจุดประสงค์หลัก ๆ คือเพื่อความสวยงาม
หรืออาจเพราะต้องการให้บริเวณนั้นมีแสงแดดส่องเข้ามาบ้างจะได้ไม่มืดจนเกินไป แต่นอกจากนี้การใช้แผ่นโพลีคาร์บอเนตก็มีจุดสังเกตที่ควรจะคำนึงถึงอยู่บ้างเช่นกัน

จุดสังเกตที่ต้องคำนึงถึงในการใช้แผ่นโพลีคาร์บอเนต

1. ความแข็งแรงค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับผนังหรือหลังคาเมทัลชีท
ลักษณะโดยทั่วไปของแผ่นโพลีคาร์บอเนตจะมีลักษณะใสและเปราะ ทำให้มีความแข็งแรงทนทานที่ค่อนข้างต่ำ ไปกระแทกหรือไปโดนแรง ๆ ก็มีโอกาสทำให้เกิดความเสียหายขึ้นได้

2. มีโอกาสรั่วซึมสูง
เนื่องจากแผ่นโพลีคาร์บอเนตมีลักษณะเป็นรอยต่อ ซึ่งบริเวณรอยต่อนั้นเองจะมีโอกาสเกิดการรั่วซึมของน้ำได้ง่าย ๆ

3. มีโอกาสเกิดคราบได้ง่าย
เนื่องจากแผ่นโพลีคาร์บอเนตเป็นแผ่นที่มองทะลุได้ และมักจะติดเป็นหลังคา ทำให้เวลาเกิดคราบสกปรกแล้วจะเห็นได้ง่ายและไม่สวยงาม โดยเฉพาะเวลาที่ฝนตกเบา ๆ หรือตกปรอย ๆ คราบที่มีอยู่ก็จะยิ่งเลอะมากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปเราก็ไม่ได้ขึ้นไปทำความสะอาดบนหลังคาบ่อยอยู่แล้ว เรื่องนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ

จุดสำคัญในการเลือกใช้งานแผ่นโพลีคาร์บอเนต ที่คุณจำเป็นจะต้องรู้และปฏิบัติตามคือ ควรใช้งานตามคำแนะนำของผู้ผลิตหรือทางบริษัทอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในระยะยาว และที่สำคัญที่สุดคือต้องให้ช่างที่มีความชำนาญงานในด้านนี้โดยเฉพาะในการติดตั้งเท่านั้น เนื่องจากแผ่นโพลีคาร์บอเนตเป็นการติดตั้งงานที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะทาง หากใช้ช่างที่ไม่ได้เชี่ยวชาญรับรองว่าคุณจะเกิดปัญหาขึ้นในอนาคตแน่นอน

ทั้งหมดนี้คือข้อดี ข้อเสีย จุดสังเกตต่าง ๆ ในการใช้งานแผ่นโพลีคาร์บอเนต ซึ่งแน่นอนว่าแผ่นโพลีคาร์บอเนตเป็นอีกหนึ่งวัสดุที่ให้ความสวยงามให้กับบ้านของคุณ ดังนั้นคุณควรจำเป็นจะต้องศึกษาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนก่อนเลือกใช้งานแผ่นโพลีคาร์บอเนตและหวังว่าบทความนี้เองก็จะเป็นส่วนหนึ่งในข้อมูลที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

คลิกติดต่อสั่งซื้อสินค้า

สินค้าแนะนำ