รีโนเวทบ้าน ทำตรงไหนได้บ้าง 10 จุดรีโนเวทที่คุณห้ามพลาด

ทำตรงไหนได้บ้าง 10 จุดรีโนเวทที่คุณห้ามพลาด

เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่ซื้อบ้านมือ 2 หรืออยู่บ้านหลังเดิมมานานแล้ว น่าจะเกิดความรู้สึกเบื่ออยากแต่งเสริมเติมแต่งบ้าน ให้อยู่ในรูปแบบใหม่ ๆ ซึ่งเข้ากับรสนิยมปัจจุบันของตนเองและนำไปสู่การรีโนเวทบ้านแน่นอน ซึ่งจุดประสงค์ในการรีโนเวทก็มักมีด้วยกันหลายอย่าง เช่น

  • ต้องการขยายเนื้อที่การใช้สอยของตัวบ้าน ให้เหมาะสมกับผู้ที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน
  • ต้องการซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดสึกหรอของตัวบ้าน เพื่อให้กลับมาใช้งานได้เป็นปกติ
  • ไม่ต้องการซื้อบ้านใหม่ เนื่องจากมีงบประมาณจำกัด
  • รักในทำเลของบ้านเดิม ต้องการปรับปรุงบ้านให้สวยงาม ทันสมัย มีความน่าอยู่อาศัยมากขึ้น

ทำตรงไหนได้บ้าง 10 จุดรีโนเวทที่คุณห้ามพลาด

วันนี้ผมเลยนำ 10 จุดรีโนเวทบ้านที่คุณไม่ควรพลาดมาฝาก มาดูกันว่าเวลารีโนเวทบ้านส่วนใหญ่ทำกันตรงไหน และมีข้อควรระวังอย่างไรบ้าง เพื่อให้คุณวางแผนได้อย่างถูกต้องและไม่มีปัญหาตามมาทีหลัง

1. การยกพื้นภายใน
ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่หลายคนคิดจะทำเวลาอยากยกพื้นขึ้นคือ การทาคอนกรีตทับพื้นไปเลย แต่จริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับโครงสร้าง ซึ่งอาจจะทำให้เกินกว่าน้ำหนักที่ตัวโครงสร้างสามารถรับได้ แล้วต้องทำอย่างไรล่ะถึงจะยกพื้นได้?

วิธีการที่ดีคือปูด้วยโฟมก่อสร้างก่อน แล้วเว้นช่องไว้เป็นบล็อก ๆ แล้วค่อยเทปูนลงไปเพื่อให้มีการกระจายน้ำหนักและลดน้ำหนักสุทธิที่พื้นต้องได้รับ หรือถ้าต้องการยกพื้นค่อนข้างสูง 20-30 ซม. สามารถทำได้ด้วยการต่อโครงเหล็กขึ้นมาใหม่และปูด้วยแผ่นสมาร์ทบอร์ดก็พอแล้วครับ

2. เปลี่ยนวัสดุพื้น
สิ่งที่ต้องกังวลในข้อนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องน้ำหนักอย่างที่ข้อหนึ่งต้องกังวล น้ำหนักที่เพิ่มเข้ามาจากการเปลี่ยนพื้นนั้นไม่ได้มีมากจนเกินไป แต่สิ่งที่ควรกังวลคือระดับพื้นหลังจากเปลี่ยนเจ็บมากกว่า เช่น ถ้าคุณเปลี่ยนจากพื้นลามิเนตหรือแผ่นไม้กระเบื้องยาง มาเป็นการปูด้วยกระเบื้องจะต้องมีความสูงหรือระดับที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อยที่สุด 2-3 ซม. ซึ่งอาจจะไม่เท่ากับความสูงในระดับอื่นของบ้าน

ทำตรงไหนได้บ้าง 10 จุดรีโนเวทที่คุณห้ามพลาด

3. เพิ่มพื้นที่ตัวบ้าน

ข้อคำนึงที่ควรระวังสำคัญมากที่สุดก็คือเรื่องของน้ำหนัก เพราะการเพิ่มพื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในตึกสำนักงานหรืออาคารให้เช่าต่าง ๆ ทางที่ดีควรใช้เป็นโครงเหล็กและสมาร์ทบอร์ดเพื่อลดน้ำหนักให้ได้มากที่สุด

4. การย้ายบันได

บันไดแบ่งไปด้วยกันหลัก ๆ 2 ขั้นตอนคือ รื้อบันไดเก่าและใส่บันไดใหม่เข้าไป ซึ่งการรื้อออกส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหามากนัก แต่การจะเอาบันไดใหม่เข้าไปติดตั้งในตัวบ้านจำเป็นจะต้องปรึกษาวิศวกรที่เชี่ยวชาญ เพราะส่วนใหญ่จะต้องมีการเจาะหรือการเสริมโครงสร้างเข้าไป จึงแนะนำว่าให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลจะดีที่สุด

5. การเจาะผนังเป็นช่องเปิด

การเจาะผนังเป็นช่องเปิด เช่น การเจาะทะลุระหว่างห้อง การทำประตูเชื่อมต่าง ๆ สิ่งที่ควรระวังก็คือเรื่องน้ำหนักของแท้การรับน้ำหนักของวัสดุที่นำมาต่อเติม ดังนั้นต้องคำนึงถึงขนาดและน้ำหนักของวงกบหรือของวัสดุที่จะนำมาต่อเติมและยังมีเรื่องสายไฟต่าง ๆ ที่ต้องคำนึงอีก ดังนั้นทางที่ดีควรปรึกษาช่างหรือวิศวกร

ทำตรงไหนได้บ้าง 10 จุดรีโนเวทที่คุณห้ามพลาด

6. การกั้นเพิ่มผนังใหม่

หลักการที่สำคัญที่สุดคือผนังที่เพิ่มเข้าไปต้องมีน้ำหนักที่เบา ทางที่ดีแนะนำเป็นการใช้ผนังเบา ผนังแห้งหรือผนังที่เป็นโครงสร้างเหล็กต่าง ๆ ไม่ควรใช้คอนกรีตเพิ่มเข้าไป หรือถ้าจำเป็นต้องใช้ผนังก่อจริง ๆ แนะนำเป็นอิฐมวลเบาเพื่อลดน้ำหนักให้ได้มากที่สุด

7. การย้ายตำแหน่งปลั๊กและสวิตช์ไฟ

สิ่งที่ต้องรู้คือส่วนใหญ่เวลาการรื้อสายไฟใหม่อาจจะทำให้ผนังเกิดความเสียหาย ซึ่งต่อให้ซ่อมแล้วก็จะดูไม่สวยงามเหมือนเดิม แต่วิธีที่ได้รับความนิยมแล้วก็แก้ปัญหาได้คือการใช้วิธีร้อยในกล่อง ท่อ EMT ซึ่งเป็นท่อเหล็กก็ได้

8. การเปลี่ยนหรือประตูหน้าต่าง

ขอแนะนำสำคัญสำหรับข้อนี้คือจะเปลี่ยนรูปแบบหน้าต่างสามารถทำได้แต่ไม่ควรรื้อวงกบเด็ดขาด ตัววงกบถูกฝังเท่ากับตัวคอนกรีตตั้งแต่ตอนสร้างบ้าน การรื้อวงกบทิ้งทั้งหมดอาจจะทำให้เกิดงานล่าช้าและบานปลาย ต้องเก็บงานปูนงานใหม่ทั้งหมด แต่ถ้าไม่ได้คิดมากหรือไม่ได้กังวลเรื่องงานใหญ่ เรื่องราคาหรือเรื่องเวลาก็สามารถทำได้เช่นกัน

ทำตรงไหนได้บ้าง 10 จุดรีโนเวทที่คุณห้ามพลาด

9. การปรับปรุงห้องน้ำ

ถ้าเป็นการปรับปรุงภายในห้องน้ำแต่ห้องน้ำอยู่ตำแหน่งเดิมสุขภัณฑ์ต่างๆยังอยู่จุดเดิมตรงนี้ไม่ได้มีปัญหามาก แต่เมื่อไหร่ที่ต้องมีการย้ายห้อง หรือมีการย้ายสุขภัณฑ์ สิ่งที่คุณต้องกังวลมากที่สุดคือเรื่องการเดินท่อหรือระบบท่อ ว่าสามารถย้ายได้ไหมไปต่อที่ใหม่ได้ไหมและเดินท่อไปหาที่เก่าได้หรือเปล่า อาจใช้วิธีการรีโนเวทห้องน้ำแบบระบบแห้งหรือรีโนเวทส่วนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับสุขภัณฑ์ก็ได้

10. ปรับปรุงหลังคา

ถ้าเป็นการแจ้งซ่อมแซมหลังคาทาสีใหม่หรือรื้อหลังคาแผงเก่าออกและใช้หลังคาชนิดเดิมยี่ห้อเดิมน้ำหนักเท่าเดิมแต่เป็นการซื้อใหม่มาเปลี่ยนแบบนี้ทำได้เลย

สิ่งที่คนส่วนใหญ่อยากจะรีโนเวทหลังคาคือ การรื้อหลังคาเก่าออกแล้วเปลี่ยนแบบเปลี่ยนทรงเป็นวัสดุซึ่งตรงนี้อาจจะต้องมีการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือว่าทีมวิศวกรทีมช่างที่เกี่ยวข้อง

ทั้งหมดนี้คือจุดสังเกตและข้อควรระวังสำหรับการรีโนเวทบ้านที่คุณจำเป็นต้องรู้ เพื่อให้คุณวางแผนและป้องอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตครับ

คลิกติดต่อสั่งซื้อสินค้า

สินค้าแนะนำ

ผนังเบาคืออะไร มีกี่ชนิด อะไรบ้าง

ผนังเบาคืออะไร มีกี่ชนิด อะไรบ้าง

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน พูดถึงการสร้างบ้าน สี่งหนึ่งที่เราจะต้องพูดถึงเพิ่มขึ้นมา นั่นคือการกั้นห้องจริงไหมครับ โดยถ้าเกิดเป็นห้องที่มีการวางแผนมาก่อนอยู่แล้ว เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือห้องอื่นๆ ที่เจ้าของบ้านคิดมาดีแล้วตอนออกแบบก็จะไม่มีปัญหา

ผนังเบาคืออะไร มีกี่ชนิด อะไรบ้าง

แต่ปัญหาที่หลายครั้งมักเกิดขึ้นคือ หลังจากที่สร้างบ้านไปแล้วหลายคนอยากจะกั้นห้องเพิ่ม หรืออยากจะกั้นส่วนใช้งานเพิ่มเติมที่นอกเหนือจากการออกแบบ ซึ่งไม่สามารถใช้ในการฉาบปูนหรือก่ออิฐเข้าไปได้เพราะไม่ได้มีการคำนวณจุดนี้เอาไว้ ตรงนี้เองที่ผนังเบาจะเข้ามามีบทบาทในการทำงาน

ผนังเบาคือแผ่นกั้นที่มีน้ำหนักเบา ใช้ในการกั้นพื้นที่ใช้สอยโดยที่มีน้ำหนักเบาจนแทบไม่ต้องคำนวณน้ำหนักที่คานต้องรองรับใหม่ และเนื่องจากน้ำหนักเบานี่เองจึงทำให้ติดตั้งง่าย ใช้เวลาแค่ไม่กี่วันหรือบางครั้งมีกี่ชั่วโมงก็เสร็จแล้ว อาจใช้ในการกั้นห้องนั่งเล่น กั้นห้องนอนหรือกั้นห้องเล็กๆ ตามอาคารสำนักงานต่างๆ โดยผนังเบาแบ่งเป็นได้หลายรูปแบบตามวัสดุที่นำมาใช้

ผนังเบาคืออะไร มีกี่ชนิด อะไรบ้าง

ผนังเบาสามารถแบ่งออกมาได้หลักๆ 3 ประเภท ดังนี้

ประเภทที่ 1 ผนังเบายิปซั่มบอร์ด

ผนังเบาชนิดนี้เป็นลักษณะที่เบาและราคาถูกที่สุด ผลิตมาจากผงยิปซั่มที่นำมาอัดตัวให้ขึ้นรูปเป็นรูปสี่เหลี่ยมแล้วปิดผิวด้วยกระดาษ ข้อดีคือถูก เบา ทำงานง่าย จบงานเร็ว ตัด ต่อ โป้วง่าย งานที่ทำจะออกมาเรียบเนียน รอยต่อสวยงาม

แต่ข้อสังเกตสำคัญคือ เนื่องจากมีลักษณะที่เบา และเป็นผงยิปซั่มที่อัดตัว ทำให้มีความแข็งแรงที่ค่อนข้างน้อย เปราะ แตกง่ายหากมีแรงกระแทก ไม่เก็บเสียงและปัญหาใหญ่สำคัญเลยคือ เนื่องจากปิดผิวด้วยกระดาษจึงทำให้มีโอกาสที่ปลวกจะมากินกระดาษ และหากเกิดปัญหานั้นขึ้น ผงยิปซั่มที่อยู่ภายในก็จะหลุดร่อนออกมา ทำให้ดูไม่สวยงามและเกิดความเสียหาย

ประเภทที่ 2 ผนังเบาซีเมนต์บอร์ด

เป็นผนังเบาชนิดที่มีความแข็งแรงทนทานกว่าผนังยิปซั่ม เก็บเสียงได้มากกว่าและมีน้ำหนักมากกว่า ผลิตมาจากผงซีเมนต์ที่บดผสมกับเศษไม้เนื้อละเอียดแล้วเอามาขึ้นรูปเป็นสี่เหลี่ยม ผิวด้านนอกฉาบเรียบเนียนด้วยซีเมนต์ สามารถทาสีได้เหมือนผนังซีเมนต์ ทำให้เมื่อจบงานแทบจะดูไม่ออกเลยครับว่าเป็นแผ่นผนังเบาหรือผนังซีเมนต์

แต่จุดสังเกตสำคัญคือ เนื่องจากภายในมีไม้เป็นหนึ่งในส่วนประกอบหลัก หากมีการแตกหักหรือมีริ้วรอยจากภายนอก แล้วทำให้เนื้อไม้ภายในโผล่ออกมาก็มีโอกาสที่จะปลวกขึ้นได้เช่นกัน เรียกว่าป้องกันปลวกได้ระดับหนึ่งแต่ไม่ 100%

ผนังเบาคืออะไร มีกี่ชนิด อะไรบ้าง

ประเภทที่ 3 ผนังเบาไฟเบอร์ซีเมนต์

ประเภทนี้จะคล้ายกับประเภทที่ 2 ตรงที่ มีหนึ่งในส่วนประกอบหลักเป็นซีเมนต์เหมือนกัน แต่อีกส่วนประกอบหลักนึงเป็นใยไฟเบอร์ ซึ่งประกอบด้วยเซลลูโลสกับทรายซิลิก้า ไม่มีไม้เป็นส่วนประกอบเลยทำให้ป้องกันปลวกได้ 100% ลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งคือเนื่องจากมีใยไฟเบอร์เป็นส่วนผสมทำให้มีความเหนียวซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษของไฟเบอร์

ตามปกติแล้วซีเมนต์จะมีลักษณะที่เปราะแข็งแตกง่าย แต่เมื่อมีการผสมใยไฟเบอร์เข้าไปทำให้สามารถใช้งานได้หลากหลายมากขึ้นเพราะมีคุณสมบัติของความเหนียวเข้าไปด้วย ซึ่งจุดเด่นตรงนี้เองทำให้สามารถนำไปดัดให้โค้งได้เอาไปทำผนังขึ้นรูปในลักษณะของแนวโค้งได้อย่างง่ายดาย

ผนังเบาคืออะไร มีกี่ชนิด อะไรบ้าง

แล้วถามว่าผนังเบาชนิดไหนที่ดีกว่ากัน

คำตอบที่ถูกต้องคือทั้ง 3 ชนิดดีทั้งหมด และมีข้อดีข้อเสียในแบบของตัวเอง ทำให้เหมาะกับชนิดงานที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ของตัวเจ้าของบ้านและช่าง

ถ้าหากท่านอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผนังเบาไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ด สามารถกดที่ลิงค์ท้ายบทความนี้เพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติมและเลือกดูแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ดตามที่ท่านต้องการได้เลยครับ

คลิกติดต่อสั่งซื้อสินค้า

สินค้าแนะนำ

ปัญหาผนังรั่วซึมแก้ยังไงดี?

ปัญหาผนังรั่วซึมแก้ยังไงดี?

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ต้องขอเล่าให้ฟังก่อนเลยว่าต้นเหตุของบทความนี้ก็คือ เมื่อไม่กี่วันก่อนบ้านของผู้เขียนเองเกิดปัญหาผนังรั่วซึม หลังจากแก้ปัญหาไปแล้วเลยรู้สึกว่า หัวข้อนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านหลายๆ ท่านที่กำลังเจอปัญหานี้ โดยเฉพาะช่วงที่ใกล้จะถึงหน้าฝนแบบนี้

ปัญหาผนังรั่วซึมแก้ยังไงดี?

ที่จริงแล้วปัญหาผนังรั่วซึมเกิดมาได้หลักๆ จาก 2 สาเหตุครับ สาเหตุแรกคือผนังมีรอยรั่ว และสาเหตุที่ 2 คือรอยรั่วนั้นสัมผัสกับน้ำหรือความชื้น ทำให้น้ำไหลผ่านรอยรั่วเข้ามาสู่ตัวบ้าน ซึ่งปัญหานี้เองที่จะส่งผลมาถึงปัญหาอีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ความสึกกร่อนของตัวปูนตัวซีเมนต์และผนัง ความอันตรายจากการลื่นล้ม และที่อันตรายที่สุดเลยก็คือ หากน้ำซึมไปบริเวณที่มีปลั๊กไฟ ก็มีโอกาสทำให้เกิดไฟช็อต ไฟกระชาก หรืออาจหนักถึงไฟฟ้าลัดวงจรได้

วันนี้ผมเลยอยากพาผู้อ่านทุกท่านมารู้จักวิธีการแก้ปัญหาของทั้ง 2 สาเหตุ ข้างต้น โดยเรามาเริ่มกันที่สาเหตุแรก

ปัญหาผนังรั่วซึมแก้ยังไงดี?

1.ผนังมีรอยรั่ว

สาเหตุแรกคือผนังมีรอยรั่ว ซึ่งเหตุผลหลักๆที่ทำให้เกิดปัญหานี้คือ

  1. การก่อสร้าง กล่าวคือหลังจากมีการฉาบปูนไปแล้ว ในระหว่างนั้นเองมีการสูญเสียน้ำจากเนื้อปูนเร็วเกินไป ทำให้เมื่อปูนแห้งตัวไปแล้วเกิดเปราะ แตกหักหรือร้าวได้ง่าย
  2. อุณหภูมิ อุณหภูมิภายในห้องหรือภายในตัวบ้าน แตกต่างจากอุณหภูมิภายนอกมากจนเกินไป มีโอกาสทำให้เกิดแรงดึงแล้วทำให้ปูนอาจแตกร้าวได้
  3. การสั่นสะเทือนภายในตัวบ้าน ปัญหานี้มักเกิดขึ้นกับบ้านที่มีรถบรรทุกผ่านบ่อยๆ หรืออยู่ใกล้สนามบิน หรืออาจรวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันที่ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนภายในตัวบ้านด้วยเช่นกัน

ซึ่งวิธีป้องกันสามารถป้องกันได้ตั้งแต่การก่อสร้าง ควรเลือกทีมช่างที่มีประสบการณ์ ใช้ทีมวิศวกรและสถาปนิกที่คำนวณแบบบ้านมาอย่างดี
เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว แต่หากปัญหามันเกิดขึ้นมาแล้วก็สามารถแก้ได้ด้วย 3 วิธีดังนี้

ปัญหาผนังรั่วซึมแก้ยังไงดี?

  1. ถ้าลองเคาะตรงรอยแตกดูแล้วมีเสียงเหมือนเป็นโพรง แสดงว่าปูนไม่ติดผนังต้องทำการสกัดแล้วฉาบปูนใหม่ให้ติดผนัง
  2. ถ้าเคาะแล้วไม่มีเสียงโคลงแปลว่าปูนฉาบแน่น ให้ใช้วัสดุยืดหยุ่นเช่น วอลล์ พัตตี้ อุด ปาด ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วค่อยทาสี
  3. ถ้าเป็นรอยร้าวลึก ให้ทำความสะอาดแล้วอุดด้วยอะคริลิค จากนั้นปาดแต่งผิวด้วย วอลล์ พัตตี้ ก่อนจะทาสี

ทั้งหมดนี้คือวิธีป้องกันและการแก้ไขปัญหาน้ำรั่วซึม ที่เกิดจากสาเหตุผนังแตกร้าว และสาเหตุถัดมานั่นก็คือ

2.ผนังที่มีรอยรั่วสัมผัสกับน้ำหรือความชื้น

สำหรับสาเหตุที่ 2 เรียกว่าเป็นหนึ่งในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเลยก็ว่าได้ เพราะบางครั้งเรามัวโฟกัสไปที่รอยร้าวของผนังหรือปูนอย่างเดียว แต่ในทางกลับกันต่อให้ปูนหรือผนังมีรอยร้าว (ซึ่งบางครั้งเกิดจากข้อจำกัดในพื้นที่ก่อสร้าง) แต่ถ้าผนังหรือรอยร้าวนั้นไม่ไปสัมผัสกับน้ำหรือความชื้นก็ไม่มีทางที่น้ำจะซึมผ่านปูนหรือผนังเข้ามาได้

ปัญหาผนังรั่วซึมแก้ยังไงดี?

ดังนั้น 1 ในอีกวิธีป้องกันที่ง่ายและทำได้ทันที นั่นคือการต่อกันสาดออกไปเพื่อป้องกันฝนหรือน้ำที่จะสาดลงมา ถ้าหากบ้านของท่านมีพื้นที่ที่สามารถต่อกันสาดหรือทำชายคาออกไปได้ นี่เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถป้องกันปัญหาได้ในระยะยาว โดยขึ้นอยู่กับงบประมาณ ความจำเป็น และข้อจำกัดในตัวบ้านของท่าน

ทั้งนี้ปัญหาทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าหากท่านเลือกวัสดุหรือเลือกทีมงานในการสร้างบ้านที่มีคุณภาพค่อนข้างสูง ดังนั้นหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านที่กำลังจะสร้างบ้านนะครับ

คลิกติดต่อสั่งซื้อสินค้า

สินค้าแนะนำ

ทำบ้านใหม่ ติดหน้าต่างยังไง ถึงจะสวยงาม

ทำบ้านใหม่ ติดหน้าต่างยังไง ถึงจะสวยงาม

พูดถึงการสร้างบ้านแล้ว เราก็มักจะได้ยินคำว่า “ประตูหน้าต่าง” กันใช่ไหมครับ วันนี้ผมเลยพามาชวนคุยเกี่ยวกับหน้าต่าง ทุกคนที่กำลังอยากจะออกแบบบ้านหรือกำลังจะสร้างบ้านใหม่ ก็ควรรู้ในการเลือกหน้าต่างและติดตั้งหน้าต่าง เอาไว้คุยกับช่างและสิ่งแรกที่ต้องรู้คือ หน้าต่างมีทั้งหมดกี่แบบ

ถ้าพูดถึงหน้าต่าง ที่เราเห็นกันทั่วๆ ไปก็จะมีหลักๆ ด้วยกัน 5 แบบ

ทำบ้านใหม่ ติดหน้าต่างยังไง ถึงจะสวยงาม

1.หน้าต่างบานเปิด
นี่จะเป็นรูปแบบที่เห็นได้บ่อยที่สุด เส้นหน้าต่างบ้านหรือโรงเรียนหรือสถานที่ราชการต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะใช้หน้าต่างบานเปิด เป็นแบบที่สามารถเปิดบานออกมาได้แบบง่ายๆอาจจะมีกลอนล็อคหรือกุญแจล็อคก็ได้

2.หน้าต่างบานเลื่อน
นี่ก็จะเป็นอีกแบบที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะอาคารที่มีการติดแอร์ก็จะมีการใช้หน้าต่างบานเลื่อนกันอย่างมาก ลักษณะก็จะเป็น หน้าต่าง 2 บานอาจจะเป็นบานกระจกหรือบานไม้ ที่สามารถเลื่อนออกจากกันได้ ในแนวขนาน

3.หน้าต่างบานกระทุ้ง
หน้าต่างแบบนี้จะเป็นประเภทที่ไม่สามารถเปิดได้เต็มบาน จะใช้ก้านกระทุ้งเปิดออก ส่วนใหญ่จะเปิดได้เพียงประมาณครึ่งบานเท่านั้น มักพบเห็นได้ตามห้องน้ำบันได หรือตามตึกทั่วไปก็พบเห็นได้

4.หน้าต่างบานเฟี้ยม
หน้าต่างแบบนี้จะเห็นได้บ่อยๆตามห้องแอร์ต่างๆ ลักษณะก็จะเหมือนกับประตูบานเฟี้ยม เป็นการนำวัสดุและหลายชิ้นมาต่อกันแบบสลับฟันปลา สามารถพับเข้าหากันได้

ทำบ้านใหม่ ติดหน้าต่างยังไง ถึงจะสวยงาม

5.หน้าต่างบานติดตาย
เป็นหน้าต่างที่เป็นเพียงกระจกกั้นอย่างเดียวไม่สามารถเปิดได้ มักพบกันในบ้านหรืออาคารที่ไม่ต้องการให้บริเวณจุดนั้นสามารถเปิดออกไปได้ หรืออาจพบได้ในตึกสูงบริเวณห้องจัดเลี้ยง เพื่อป้องกันอันตรายเบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะเกิดอุบัติเหตุ

มาต่อกันที่คำถามที่ว่าแล้วหน้าต่างควรสูงจากพื้นเท่าไหร่ ถึงจะสวยงาม
ความสูงมาตรฐานของหน้าต่าง วัดจากพื้นห้องถึงขอบวงกบล่าง ควรสูงประมาณ 80-90 cm ซึ่งเป็นความสูงที่พอดีที่เราสามารถวางตู้เล็กๆหรือชั้นวาง หรือโต๊ะทำงานที่มีความสูงไม่มากใช้สำหรับนั่งทำงานทั่วไป ซึ่งความสูงประมาณนี้จะทำให้เฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นไม่เกินวงกบล่างขึ้นมา ซึ่งหากเกินขึ้นมาก็จะทำให้การตกแต่งห้องไม่สวยงาม

ส่วนขอบวงกบด้านบน โดยทั่วไปช่างผู้ออกแบบจะออกแบบให้วงกบบนเสมอกับวงกบบนของประตู ก็จะอยู่ที่ประมาณ 205 ถึง 210 cm เพื่อให้ออกแบบมาแล้วดูสวยงาม มีอัตราส่วนที่เท่ากันทั้งประตูและหน้าต่าง

ทำบ้านใหม่ ติดหน้าต่างยังไง ถึงจะสวยงาม

แต่ทั้งนี้ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่ต้องการจะออกแบบหรือเจ้าของบ้านว่าอยากให้บ้านออกมาลักษณะแบบไหน บางคนอาจจะชอบหน้าต่างเล็กๆ หรือบางคนอาจจะชอบหน้าต่างสูงๆ หรือ บางคนอาจจะสูงจากพื้นเพียงแค่ 10 ถึง 20 เซนติเมตร ส่วนความยาวก็ทอดสูงขึ้นไปจนถึงฝ้าเพดานเลยก็ได้ ยิ่งหน้าต่างยิ่งสูงหรือบานใหญ่ ก็จะยิ่งราคาแพง แต่เราก็ได้บ้านที่มีความความโปร่ง และ ดูสบายตา ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยมของเจ้าของบ้านและกำลังทรัพย์ที่มี

คลิกติดต่อสั่งซื้อสินค้า

สินค้าแนะนำ

ชั้นวางอเนกประสงค์

ประตู – หน้าต่าง

ข้อสังเกตในการเลือกหลังคาบ้าน

หลังคาบ้านติดผิดชีวิตเปลี่ยน ข้อสังเกตในการเลือกหลังคา

การเลือกหลังคาบ้าน

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ถ้าพูดถึงการสร้างบ้านหลังหนึ่งให้สำเร็จแล้ว 1 ส่วนประกอบสำคัญของบ้านที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ หลังคาบ้านนั่นเองครับ
หลังคาบ้านเรียกว่าน่าจะเป็นส่วนประกอบของบ้านที่โดดเด่นและเห็นได้ชัดที่สุดจากนอกตัวบ้าน และที่สำคัญเป็นอีกหนึ่งจุดของบ้านที่ท่านจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หากช่างของท่านที่ติดหลังคาบ้านออกมาไม่ดีหรือช่างทำงานไม่เรียบร้อย มันจะนำพามาซึ่งปัญหาอีกหลายๆปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับบ้านของท่าน

ดังนั้นในการติดตั้งหลังคานั้น สิ่งที่ควรคำนึงถึงมากที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องดีไซน์ หรือรูปแบบความสวยงาม(แน่นอนว่าไม่ใช่ว่าความสวยงามไม่สำคัญ) แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึงที่สุดเป็นอันดับแรก คือมาตรฐานของตัวหลังคาที่ท่านกำลังจะให้ช่างมาติดตั้ง เพราะหลังคาถือเป็นส่วนที่ใช้งานเยอะที่สุด ต้องเจอกับสภาพอากาศในทุกๆ วัน หากวัสดุและการติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลให้ “ทุกอย่างที่อยู่ใต้หลังคาบ้าน” เกิดความเสียหายหรือเกิดปัญหาขึ้นได้อีกมากมายตามมา ซึ่งบางปัญหาอาจจะทำให้ท่านต้องเสียเงินหรือมีค่าใช้จ่ายมากกว่าค่าติดตั้งหลังคาให้เนี๊ยบ ให้ดี มีมาตรฐานด้วยซ้ำไป

ก่อนจะไปกันต่อ ผมว่าเรามารู้กันหน่อยดีกว่าว่าหลังคาบ้านที่ไม่ได้มาตรฐานอาจนำพาบ้านของท่าไปสู่ปัญหาอะไรบ้าง

การเลือกหลังคาบ้าน

3 ปัญหาใหญ่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นหากหลังคาไม่ได้มาตรฐาน

  1. การติดตั้งรูปลอนที่ไม่ได้มาตรฐาน
    อาจเป็นการติดตั้งหลังคาลอนที่มีลักษณะโค้ง แต่การติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน อาจมีการติดไม่สนิท มีการเกยกัน ทำให้น้ำอาจซึมหรือรั่วเข้าสู่ตัวฝ้าเพดาน
  2. การเคลือบที่ไม่ได้มาตรฐาน
    เนื่องจากหลังคาบ้านที่เป็นหลังคาโลหะ หากการเคลือบผิวหลังคาไม่ได้มาตรฐาน สิ่งที่จะตามมาแน่นอนคือการเปราะ แตก
  3. ความหนาที่ไม่ได้มาตรฐาน
    ทั้ง 3 ปัญหาที่กล่าวมา มักจะนำไปสู่ปัญหาที่ดูเหมือนจะเล็กนั่นก็คือหลังคารั่วหรือน้ำซึม แต่ท่านรู้ไหมว่าปัญหาเล็กๆอย่างหลังคารั่ว จะนำมาซึ่งปัญหาที่ใหญ่จนท่านแก้ไขได้ยาก ไม่ว่าจะเป็น

การเลือกหลังคา

  • เชื้อราที่อาจจะขึ้นอยู่บนฝ้าแล้วอนาคตอาจจะลามลงมาถึงตัวบ้าน
  • ความชื้นอาจจะทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรซึ่งแน่นอนปัญหาอาจจะไม่ได้จบแค่ไฟตกแต่อาจจะเกิดอันตรายมากขึ้นกับสมาชิกในครอบครัว
  • ความสกปรกความหมักหมมที่เกิดจากน้ำขังบนตัวฝ้า อาจดึงดูดสิ่งมีชีวิตที่ท่านไม่ต้องการให้อยู่ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นหนูแมลงสาบหรือแมลงมีพิษต่างๆ

ดังนั้นท่านจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิถีพิถันในเรื่องของการติดตั้งหลังคา ซึ่งโดยปกติแล้วท่านจำเป็นจะต้องดูที่มาตรฐานอุตสาหกรรมของหลังคานั้นๆ ผมแนะนำว่าให้ทานเลือกที่มาตรฐาน มอก.หรือมาตรฐานสากล

การเลือกหลังคา

ซึ่งมาตรฐานสากลที่เป็นที่นิยม ส่วนใหญ่ก็จะเป็นมาตรฐานออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น เนื่องจากทั้งสองประเทศนี้ต้องเจอสภาพอากาศที่แปรปรวนอยู่เสมอ หากท่านสามารถเลือกหลังคาที่มีมาตรฐานเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้หลังคามีสภาพคงทนแข็งแรง และมีอายุการใช้งานที่ยืนยาวเหมือนกับตัวบ้าน บ้านเราซื้อครั้งเดียวแต่อยู่ทั้งชีวิต เพราะฉะนั้นเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้บ้านและครอบครัวเพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาต่างๆตามมา

คลิกติดต่อสั่งซื้อสินค้า

สินค้าแนะนำ

สร้างบ้านใหม่ฝ้าเพดานควรสูงเท่าไหร่ดี?

สร้างบ้านใหม่ฝ้าเพดานควรสูงเท่าไหร่

ความสูงของฝ้าเพดานมีความสำคัญต่อตัวบ้านไม่ต่างอะไรจากชนิดของฝ้าเพดานที่นำมาติด เพราะความสูงของฝ้าเพดานส่งผลโดยตรงต่อจิตใจและความรู้สึกของคนที่อยู่ในบ้าน แคบเกินก็มีผล สูงเกินก็มีผลเช่นกัน แต่อย่างไรก็ดีการเลือกความสูงของฝ้าเพดานก็ยังคงขึ้นอยู่กับความพอใจส่วนบุคคลของผู้ที่ออกแบบและผู้ที่เป็นเจ้าของ แต่ในทางกฎหมายก็มีการกำหนดขั้นสูงของฝ้าเพดานเอาไว้คร่าวๆ แล้ว ซึ่งความสูงมาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับห้องแบบทั่วไปอยู่ที่ 2.4 เมตร

สร้างบ้านใหม่ฝ้าเพดานควรสูงเท่าไหร่

ซึ่งตัวเลข 2.4 เมตร นี้ มีเหตุผลมาจากความสูงของประตูจะ ที่จะอยู่ที่ประมาณ 2 เมตรเศษๆ จากนั้นก็เว้นช่องว่างจากประตูขึ้นไปอีกเล็กน้อย สำหรับตกแต่งต่างๆ หรือติดเครื่องปรับอากาศ จึงเป็นที่มาของตัวเลข 2.4 เมตร

แต่อย่างไรก็ดีความสูงก็ขึ้นอยู่กับความพอใจบางคนอาจจะติดฝ้าเพดานดันสูงขึ้นไปถึง 2.5 ถึง 2.8 เมตร และแน่นอนว่าการออกแบบให้มีฝ้าเพดานสูงๆ ก็มีข้อดีและข้อจำกัด

ข้อดีและข้อจำกัดของการติดฝ้าเพดานสูง

สำหรับบางคนอาจจะรู้สึกว่าอยากได้ห้องที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง จึงอยากจะติดฝ้าเพดานสูงอาจจะเป็น 2.6, 2.8 หรืออาจจะถึง 3 เมตร เลยก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่าข้อดีก็คือฟ้าที่สูงจะให้ความรู้สึกที่โปร่งโล่ง ดูสวยงาม แต่ก็มีขอจำกัดที่ต้องคำนึงถึงก็คือ

1. ลักษณะของโครงสร้าง
เนื่องจากการติดฝ้าเพดานสูงๆ นั่นหมายถึงการดันตัวโครงสร้างโดยรวมให้สูงขึ้นตามไปด้วย ชั้น 2 ก็จะสูงขึ้น หากต้องคำนึงถึงการใช้ชีวิตระยะยาวไปด้วย

2. ลักษณะช่องหน้าต่างและประตูควรสูงตามไปด้วย
การทำฝ้าสูงๆ สิ่งที่ตามมาคือความสูงของประตูและหน้าต่างที่ควรจะสูงตามไปด้วย เพราะถ้าฝ้าเพดานสูงแต่ใช้หน้าต่างขนาดปกติทั่วไป จะทำให้บ้านดูไม่สวยงามแล้วไม่สมส่วน

3. ฟ้าสูงการดูแลรักษาก็จะยากขึ้นตามไปด้วย
ลองนึกถึงในวันที่ฝนตกหนักเกิดไฟกระชาก แล้วหลอดไฟขาด บันไดมาตรฐานทั่วไปที่มีตามบ้านอาจจะไต่ขึ้นไปเปลี่ยนหลอดไฟไม่ได้ด้วยตัวเอง ทำให้ต้องลำบากในการเรียกช่าง หรือการทำความสะอาดก็อาจจะไม่ได้ง่ายเหมือนฟ้าที่มีความสูงมาตรฐานทั่วไป

สร้างบ้านใหม่ฝ้าเพดานควรสูงเท่าไหร่

4. ห้องที่ไม่ควรทำฝ้าสูงก็คือห้องนอน
เนื่องจากห้องนอนเป็นห้องที่เราจะใช้ในการพักผ่อน การทำฝ้าสูงบางครั้งอาจส่งผลต่อสภาพจิตใจ ที่อาจทำให้ผู้นอนรู้สึกเคว้ง ไม่ปลอดภัยแล้วทำให้นอนไม่หลับ หรือบางคนอาจจะรู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำอยู่ในสระลึกๆ เลยก็มี ดังนั้นข้อนี้สำคัญมากในการเลือกทำฝ้าเพดาน

5. งบประมาณ
ข้อจำกัดสุดท้ายในการเลือกทําฝ้าเพดานนั่นคือเรื่องงบประมาณ ตั้งแต่ข้อ 1 – ข้อ 3 จะสังเกตเห็นว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนการสร้างบ้านค่อนข้างมาก ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดส่งผลต่องบประมาณโดยรวมในการทำบ้านแน่นอน เรื่องงบประมาณจึงเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญในการเลือก ความสูงของฝ้าเพดาน

อย่างไรก็ดีการออกแบบความสูงฝ้าเพดานก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของผู้อยู่อาศัยทั้งสิ้น ทั้งนี้คุณควรเลือกออกแบบให้เหมาะกับวิถีชีวิตมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

สร้างบ้านใหม่ฝ้าเพดานควรสูงเท่าไหร่

แล้วถ้าบ้านที่มีฝ้าเพดานต่ำล่ะต้องแก้ยังไง?

นอกจากเรื่องของความสูงของฝ้าแล้วเป็นปัญหาคือ ฝ้าเพดานที่ต่ำเกินไป ซึ่งอาจเกิดจากการที่ซื้อบ้านมาแล้วตัวบ้านมีโครงสร้างที่เตี้ยหรือมีการต่อเติมพื้นบ้านให้ยกสูงขึ้นจึงทำให้ฝ้าเพดานกับพื้นบ้านไกลกันมากอาจจะต่ำกว่า 2.4 เมตร จึงทำให้รู้สึกอึดอัดในการใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน ซึ่งสามารถแก้ไขได้ดังนี้

1. เอาฝ้าออก
น่าจะง่ายที่สุดคือการเอาฝ้าออก แล้วทำการตกแต่งเพดานใหม่ในแบบที่ต้องการ ซึ่งก็จะเป็นการทำฝ้าเปลือยสไตล์ลอฟท์

2. ใช้การติดตั้งฝ้าหลุม
ส่วนใหญ่ฝ้าที่ถูกกดต่ำจะถูกกดต่ำมาเพราะคานไม่ใช่ตัวเพดาน การทำฝ้าหลุมคือการติดฝ้าเพดานดันขึ้นไปบนตัวเพดานจริงๆ ซึ่งจะเห็นได้ทั่วไปตามโรงแรม ห้องจัดเลี้ยงต่างๆ ซึ่งก็ทำให้บ้านดูสวยงามได้อีกแบบนึง

3. ทำหน้าต่างแบบชนฝ้า
บ้านของคุณมีฝ้าเพดานสูงแค่ 2.20 เมตร แทนที่จะทำหน้าต่างขนาดมาตรฐานทั่วไปก็เปลี่ยนเป็นใช้หน้าต่างที่มีความสูง 2.20 ให้เป็นความสูงชนฝ้าไปเลย พูดง่ายๆคือสูงที่สุดเท่าที่จะสูงได้ จะทำให้รู้สึกโปร่งและโล่งมากขึ้น

4. เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีขนาดที่ต่ำลง
การเลือกเตียงนอนหรือเฟอร์นิเจอร์ที่มีขนาดต่ำลง มีส่วนช่วยอย่างมากที่ทำให้ฝ้าเพดานดูสูงขึ้น เพราะมนุษย์ จะเปรียบเทียบความสูงอยู่ตลอดเวลา ที่เฟอร์นิเจอร์ต่ำลงก็ทำให้มุมมองของมนุษย์รู้สึกว่าบ้านมีความสูงมากขึ้นได้เช่นกัน

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องของการเลือกความสูงของฝ้าเพดานและการปรับปรุงเมื่อฝ้าเพดานมีขนาดที่ต่ำเกินไป
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่านที่ต้องการจะทำบ้าน กำลังทำบ้านอยู่ หรือต้องการจะปรับปรุงบ้านให้มีความสูงในแบบที่ต้องการ

คลิกติดต่อสั่งซื้อสินค้า

สินค้าแนะนำ

วิธีเลือกฝ้าเพดาน ให้เหมาะกับบ้านของคุณ

ถ้าพูดถึงคำว่าบ้านแล้วสิ่งที่หลายคนมักจะคิดถึงเลยก็คือ ห้องต่าง ๆ เฟอร์นิเจอร์ แต่น้อยครั้งครับที่เราจะนึกถึงหรือพูดถึงฝ้าเพดาน ทั้ง ๆ ที่ฝ้าเพดานเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากในการสร้างบ้าน ลองคิดดูสิครับ ถ้าทุกวันนี้ที่คุณอยู่ในบ้าน เงยหน้าขึ้นไป แล้วมองเห็นแต่สิ่งที่ไม่ค่อยสวยงามคุณจะรู้สึกยังไงกับบ้านครับ นั่นแหละครับคือความสำคัญของฝ้าเพดาน

ฝ้าเพดานคืออะไร?

ถ้าจะอธิบายแบบภาษาคนให้เข้าใจง่าย ๆ เมื่อคุณเดินเข้าไปในบ้านหรือเดินเข้าไปในอาคาร แล้วเงยหน้าขึ้น สิ่งที่คุณมองเห็นนั่นแหละครับคือฝ้าเพดาน แม้แต่อาคารที่ไม่มีฝ้าเพดานแต่ใช้ตัวโครงสร้างเป็นฝ้าเพดาน นั่นก็เรียกว่าเป็นฝ้าเพดานเหมือนกัน หรือที่หลายคนมักจะเรียกว่าฝ้าเปลือย ซึ่งเป็นการตกแต่งสถาปัตยกรรมแบบใหม่ที่เรียกว่าสไตล์ลอฟท์

ฝ้าเพดาน
 

แล้วถามว่าจะไม่ติดฝ้าเพดานได้ไหม บ้านทุกหลังจะใช้ฝ้าไปเลยได้หรือเปล่า คำตอบคือได้ครับ แต่มีข้อแม้ที่ว่า เพดานของคุณจะต้องถูกออกแบบมาอย่างดี การเดินสายไฟ การเดินท่อต่าง ๆ จะต้องสวยงาม ซึ่งแน่นอนว่าค่าใช้จ่ายก็อาจจะสูงตามไปด้วย ตรงนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 อย่างคือเรื่องเงินทุนและรสนิยมความชอบของผู้อยู่อาศัย ซึ่งคุณสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมเลยครับ

เลือกฝ้าเพดานยังไงดี? ให้เหมาะกับการใช้งานจริง

ในเรื่องของการเลือกฝ้าเพดาน โดยทั่วไปการติดฝ้าเพดานมักจะใช้แผ่นยิปซั่มในการติด หรือที่เรียกว่า “แผ่นฝ้ายิปซั่ม” เนื่องจากแผ่นฝ้ายิปซั่มเป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบา ทำงานสะดวก ตัดและปิดรอยต่อง่าย ขึ้นรูปง่ายและเก็บงานง่าย ทำให้สะดวกต่อการทำงาน จึงทำให้แทบทุกบ้านเลือกใช้แผ่นยิปซั่มในการทำฝ้าเพดาน

ฝ้าเพดาน

วิธีการเลือกแผ่นฝ้ายิปซั่มให้เหมาะกับการใช้งานมีดังนี้

1. แผ่นฝ้ายิปแบบซั่มมาตรฐาน

มีลักษณะเป็นแผ่นเรียบเนียนสวยงาม เหมาะกับการติดตั้งในห้องต่างๆทั่วไป เช่นห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน ห้องทานอาหาร เป็นต้น แผ่นฝ้าชนิดนี้เนื่องจากมีลักษณะเนียนเรียบ ทำให้เมื่อติดตั้งออกมาแล้วดูสวยงาม เหมาะกับห้องที่จะมีการรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน หรือมีการใช้งานบ่อยครั้ง

2. แผ่นฝ้ายิปซั่มแบบฮีทบล็อค

เป็นแผ่นฝ้ายิปซั่มที่มีความสามารถในการป้องกันและสะท้อนความร้อน เพราะมีการเคลือบฟอยล์ป้องกันความร้อนเอาไว้ด้านนอก แผ่นฝ้าชนิดนี้เหมาะกับการติดตั้ง ในชั้น 2 หรือห้องนอน เป็นห้องหรือชั้นที่จะได้รับผลกระทบจากแสงแดดโดยตรง การป้องกันความร้อนจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญ

3. แผ่นฝ้ายิปซั่มมอยส์บล็อก

เป็นแผ่นฝ้ายิปซั่มที่มีความสามารถในการทนต่อชื้นมากกว่าแผ่นยิปซั่มทั่ว ๆ ไป แผ่นฝ้าชนิดนี้จึงเหมาะจะติดในบริเวณที่อาจมีความชื้น ซึ่งจุดหลัก ๆ ก็จะเป็นห้องน้ำหรืออาจมีห้องครัวด้วย เนื่องจากห้องครัวก็มีความเป็นไปได้ว่าจะมีความชื้นจากการทำอาหาร การติดตั้งแผ่นฝ้าชนิดนี้ในห้องดังกล่าวจะทำให้อายุการใช้งานฝ้าเพิ่มขึ้นไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ๆ และยังดูสวยงาม

ฝ้าเพดาน

นอกจากการติดตั้งฝ้าสิ่งนี้คืออีก 1 สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง ซึ่งนั่นก็คือช่องเซอร์วิส

ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าบนฝ้าเพดานจะมีช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆที่สามารถเปิดออกมาได้ นั้นจะเป็นช่องสำหรับขึ้นไปแก้ปัญหาต่างๆบนฝ้าเพดานอาจจะเป็นการเซอร์วิสสายไฟ เช็คดูปัญหาน้ำรั่วบนหลังคาต่างๆ ซึ่งช่องเซอร์วิสก็มีด้วยกัน 2 ประเภทคือแบบมาตรฐานและแบบทนความชื้น ซึ่งทั้งสองก็สามารถเลือกใช้ได้ตามลักษณะของห้องคือพื้นที่ที่เราจะนำไปติด

สุดท้ายบอกว่าบทความนี้จะช่วยคุณ ในการเลือกติดตั้งฝ้าเพดานได้มากขึ้น เพราะฝ้าเพดานเป็นอีกหนึ่งในจุดที่เราจะมองเห็นได้ตลอดเวลาในบ้าน และยังเป็นจุดสำคัญที่ช่วยให้คุณอยู่ในบ้านได้อย่างมีความสุข ดังนั้นการเลือกฝ้าเพดานจึงสำคัญมากครับ

Photo Source https://pixabay.com/th/

คลิกติดต่อสั่งซื้อสินค้า

สินค้าแนะนำ

คอนกรีตสำเร็จรูปคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร?

วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องพื้น ๆ ครับ ใช่ครับเราพูดถึงพื้นจริงๆ นี่แหละครับ ซึ่งเราจะมาพูดถึงพื้นคอนกรีตสำเร็จรูป หนึ่งในตัวช่วยที่ดีสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้าง ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดเวลาในการทำงานได้มากเลย

พื้นคอนกรีตสำเร็จรูปคืออะไร

พื้นคอนกรีตสำเร็จรูปคือคอนกรีตที่ถูกขึ้นรูปมาแล้วทำให้พร้อมใช้งานและติดตั้งในหน้างานได้ทันที ถ้าจะให้เห็นภาพก็จะมีลักษณะคล้ายกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่แค่เติมน้ำร้อนก็กินได้ทันที คอนกรีตสำเร็จรูปก็เช่นกัน เพียงนำมาติดตั้ง เสริมเหล็ก เทคอนกรีตและบ่มคอนกรีตก็พร้อมใช้งานได้แล้ว

คอนกรีตสำเร็จรูป

พื้นคอนกรีตสำเร็จรูปที่ดีต้องมีลักษณะอย่างไร?

องค์ประกอบหลักของพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปที่ดีมีอยู่ด้วยกันหลัก ๆ 2 องค์ประกอบ

1. มีความแข็งแรง รับน้ำหนักตัวเองได้
พื้นคอนกรีตเสริมสำเร็จรูปที่มีความแข็งแรงมากพอ จะช่วยให้เมื่อทำการขนส่งแล้วจะไม่มีการแตกหัก ซึ่งแน่นอนว่าคอนกรีตแบบนี้เวลาขนส่งจะต้องขนส่งทีละหลายๆ แผ่น ทำให้ความแข็งแรงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

2. รับน้ำหนักของงานทั้งหมดได้
เมื่อนำมาใช้หน้างาน ต้องมีความสามารถในการรับน้ำหนักของงานทั้งหมดในระหว่างการก่อสร้างได้ นั่นหมายถึงคนงานสามารถขึ้นไปเดินได้ ไม่ต้องมีไม้แบบ เอาคอนกรีตและ Topping ต่างๆ ติดตั้งลงไปแล้วต้องไม่หัก อาจจะยังรับน้ำหนักงาน 100% ตามที่ออกแบบไม่ได้ แต่อย่างน้อยระหว่างก่อสร้างต้องไม่หักไม่พัง

คอนกรีตสำเร็จรูป

ประเภทของพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปที่เป็นที่นิยม มีกี่ประเภท อะไรบ้าง?

การใช้พื้นสำเร็จรูปไม่ได้มีการใช้แค่ในบ้านหรือในครัวเรือนเท่านั้น แต่สิ่งปลูกสร้างอื่นๆก็สามารถใช้พื้นคอนกรีตสำเร็จรูปได้เช่นกัน เช่น สะพาน ท่อระบายน้ำ อาคารชลประทานต่างๆ พูดง่ายๆคือพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปมีหลายแบบและหลายวัตถุประสงค์การใช้งานมาก วันนี้จึงยกมาเพียงแค่ 3 ประเภทที่เรามักพบเห็นได้ทั่วไป

1. พื้นสําเร็จรูปท้องเรียบ
ลักษณะทั่วไปคลื่นหนา 5 cm. กว้าง 35 cm. และยาว 4 m.
สำเร็จรูปทั่วไปที่มักเห็นในการใช้สร้างบ้านทั่ว ๆ ไป ที่ผู้รับเหมามักจะนำมาวางเรียงกัน เสริมเหล็ก เทคอนกรีต ก็กลายเป็นพื้นบ้านพร้อมใช้งานให้กับเรา
ซึ่งจะคุมระยะทางไม่เกิน 4 m. รับน้ำหนักต่อแผ่นได้ไม่มาก ประมาณ 100 – 200 กก./ตร.ม.

2. พื้นสำเร็จรูป Hollow Core
จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่แต่จะสังเกตได้ว่าจะมี ความหนาประมาณ 6 – 25 cm ก็จะมีหลายแบบ 30,60,120 cm และความยาวตั้งแต่ 8 – 12 m. และมีรูเป็นลักษณะคล้ายท่อเพื่อลดน้ำหนัก
เป็นพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปที่แข็งแรงขึ้นมาอีกขั้นนึง มักใช้ในห้างสรรพสินค้าหรือโรงงานอุตสาหกรรม ที่มีระยะทางประมาณ 8 – 12 m. รับน้ำหนักได้มากถึง 500 – 1000 กก./ตร.ม.

3. พื้นสำเร็จรูประบบ Steel Deck
เป็นการใช้เหล็กเมทัลชีทปูพื้น แล้วเทตามด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก จะเห็นได้มาก ในงานก่อสร้างประเภทสะพานหรือสกายวอล์คต่างๆ ซึ่งระบบ Steel Deck พื้นสำเร็จรูปที่เปลี่ยนจากรูปแบบคอนกรีตมาเป็นเหล็กเมทัลชีทเท่านั้นเอง

คอนกรีตสำเร็จรูป

แล้วทำไมต้องใช้แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป ก่อสร้างปกติไม่ได้เหรอ?

แน่นอนว่าการเปลี่ยนจากการก่อสร้างปกติ ที่เป็นการขึ้นแบบเทปูน มาเป็นการใช้แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป ย่อมต้องมีข้อได้เปรียบในการใช้งานอยู่แล้ว

1. ไม่ต้องใช้ไม้แบบทำให้ประหยัดเวลา
การใช้แผ่นพื้นคอนกรีตสำเร็จรูป เราสามารถนำแผ่นพื้นคอนกรีตมาวางบนคานได้เลยโดยที่ไม่ต้องมีไม้แบบ ซึ่งการก่อสร้างแบบเก่าที่ใช้ไม้แบบ จะต้องมีการนำไม้มาขึ้นรูปขึ้นคานทำเป็นแบบ จากนั้นค่อยผูกเหล็กเทปูนแล้วก็รอให้ปูนแห้ง ซึ่งตรงนี้ใช้เวลาเกือบครึ่งเดือน งานล่าช้าเป็นอย่างมาก พื้นสำเร็จรูปที่ถูกเอามาทดแทนการใช้ไม้แบบจึงให้ประโยชน์ด้านความเร็วในการก่อสร้างเป็นอย่างมาก

2. ลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของจำนวนคน
ในการทำงานแบบเก่าจะต้องใช้คนจำนวนเยอะมากในการขึ้นแบบ ผูกเหล็ก เทปูน จึงทำให้ค่าใช้จ่ายในเรื่องของคนค่อนข้างสูง แต่การใช้พื้นคอนกรีตสำเร็จรูป แค่มีรถเครนมายก ก็สามารถติดตั้งและใช้งานได้แล้ว

คอนกรีตสำเร็จรูป

แล้วการใช้พื้นคอนกรีตสำเร็จรูปคุ้มไหม?

ในแง่ของตัวเงินดูผลผืนพื้นสำเร็จรูปอาจจะมีราคาที่สูงกว่าการเทคอนกรีตเสริมเหล็กธรรมดา เมื่อเราคิดถึงเรื่องปัจจัยแวดล้อมอย่างเรื่องเวลา จำนวนเงินในการจ้างคน และที่สำคัญมาตรฐานในการผลิต พื้นคอนกรีตสำเร็จรูปนับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีมากๆตัวเลือกนึงเลย

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านที่กำลังอยากจะสร้างบ้าน คุณจะได้มีความรู้ในการพูดคุยกับช่างเพื่อที่จะได้กำหนดวิธีการก่อสร้างวิธีการใช้งาน วัสดุต่างๆ ที่คุณต้องการ ให้เหมาะกับการก่อสร้างบ้านในแบบของคุณ

Photo Source https://pixabay.com/th/

คลิกติดต่อสั่งซื้อสินค้า

สินค้าแนะนำ

เสาเข็ม/แผ่นพื้น/หกเหลียมกลวง/แผ่นพื้น Hollow Core

เสาตีนช้าง, เสาบ้าน

เสาเข็ม/แผ่นพื้น/หกเหลียมกลวง/แผ่นพื้น Hollow Core

แผ่น HOLLOW CORE CPAC

เสาเข็ม/แผ่นพื้น/หกเหลียมกลวง/แผ่นพื้น Hollow Core

แผ่นพื้นคอนกรีตราคาถูกที่สุด

เสาเข็ม/แผ่นพื้น/หกเหลียมกลวง/แผ่นพื้น Hollow Core

เสาเข็มหกเหลี่ยม

เสาเข็ม/แผ่นพื้น/หกเหลียมกลวง/แผ่นพื้น Hollow Core

เสารั้วลวดหนาม

เสาเข็ม/แผ่นพื้น/หกเหลียมกลวง/แผ่นพื้น Hollow Core

เสาเข็มไอ

วิธีเลือกถังเก็บน้ำ พร้อมปัญหาที่คุณควรรู้

ถังเก็บน้ำถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกบ้านควรมีไว้ เพราะหน้าที่ของมันคือเก็บสำรองน้ำเอาไว้ให้เราใช้เวลาที่น้ำประปาไม่ไหล แต่สำหรับใครที่เพิ่งจะมีบ้านเป็นของตัวเอง กำลังหาซื้อข้าวของเข้าบ้าน และไม่รู้ว่าจะเลือกถังเก็บน้ำอย่างไรดี(เพราะถังเก็บน้ำก็มีหลายแบบซะเหลือเกิน) บทความนี้เรามีคำตอบมาให้แล้ว

วิธีเลือกถังเก็บน้ำ

ประเภทของถังเก็บน้ำ

:แบ่งตามวัสดุ:

1.แบบโพลิเมอร์ มีทั้งแบบทึบแสงและไม่ทึบแสง ข้อดีคือราคาไม่แพง แข็งแรงคงทน ใช้งานได้เกิน 10-20 ปี

2. แบบสแตนเลส แม้จะมีราคาค่อนข้างแพง แต่มีความแข็งแรงคงทน ไม่ถูกกัดกร่อนง่าย น้ำหนักเบา ส่วนข้อเสียคือน้ำในถังจะมีค่าความเป็นกรดไม่ได้เพราะจะทำให้เกิดสนิมได้ง่าย
3. แบบไฟเบอร์กลาส ข้อดีคือมีความยืดหยุ่นสูง แข็งแรงทนทาน ไม่เกิดสนิมง่าย จึงเก็บน้ำได้หลายแบบ แต่ข้อเสียคือตัวถังจะค่อนข้างหนัก และถึงแม้จะแข็งแรง แต่ก็ไม่เหมาะที่จะตั้งกลางแดดจัดๆ เพราะวัสดุจะกรอบ และถังจะแตกได้

แบ่งตามตำแหน่งการติดตั้ง:

1.แบบติดตั้งบนพื้นดิน เห็นตามบ้านมากที่สุด คือถังจะถูกตั้งบนพื้นที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งภายในรั้วบ้าน แต่โดยมากจะนิยมตั้งไว้หลังบ้าน โดยแบบที่นิยมใช้คือแบบสแตนเลสและแบบโพลีเมอร์
2. แบบติดตั้งใต้ดิน เหมาะสำหรับถังพลาสติกและถังคอนกรีต เป็นการติดตั้งที่แนะนำสำหรับบ้านที่มีพื้นที่น้อย

ถังเก็บน้ำมีกี่ขนาด?

ถังเก็บน้ำแม้จะเป็นวัสดุแบบเดียวกัน แต่ก็มีหลายขนาดให้เลือก เริ่มตั้งแต่หลายร้อยลิตรไปจนถึงหลักพัน ส่วนจะเลือกใหญ่หรือเล็กแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละบ้าน ถ้ามีคนอยู่เยอะ ใช้น้ำเยอะ ก็ให้เลือกขนาดใหญ่ แต่ถ้าอยู่ไม่กี่คนและใช้น้ำไม่เยอะ เลือกถังขนาดเล็กก็จะประหยัดกว่า

วิธีเลือกถังเก็บน้ำ

ก่อนซื้ออย่าลืมดูวัสดุให้ดี

ไม่ใช่ว่าเป็นแบบสแตนเลส แบบพลาสติก หรือแบบไหนก็ตาม แล้วจะเข้าร้านไปซื้ออันไหนก็ได้ เพราะวัสดุแต่ละชนิดต่างก็มีเกรด เกรดดีเกรดไม่ดี ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยและเพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนาน จึงควรเลือก…

-ถังที่มีสัญสัญลักษณ์ “มอก.(มาตรฐานผลิตอุตสาหกรรม)”
-ถ้าวัสดุเป็น Food Grade ได้จะดีมาก เพราะหากต้องใช้น้ำในการประกอบอาหารจะได้ไม่เป็นอันตรายต่อคนในบ้าน
-ถังน้ำพลาสติกที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี Compounding จะมีความคงทนมากกว่าแบบที่ผลิตด้วยวิธีอื่น เพราะเป็นการใช้ความร้อนและแรงอัด ทำให้พลาสติกต่อตัวกันดี ไม่พังง่าย

ปัญหาที่พบบ่อยเกี่ยวกับถังเก็บน้ำ

1.น้ำล้นถัง ปัญหาที่เจอแทบทุกบ้าน กับการที่น้ำล้นออกมานอกถัง ทำให้มิเตอร์น้ำหมุนเร็วกว่าปรกติ สุดท้ายก็ต้องจ่ายค่าน้ำแพงลิบลิ่ว
ปัญหาน้ำล้นถังเกิดจากการที่ลูกลอยเสียหาย จึงทำให้ไม่มีอะไรตัดน้ำเวลาน้ำเต็มถัง น้ำจึงเอ่อล้นมาเรื่อยๆ และน้ำประปาถูกจ่ายมาไม่หยุดนั่นเอง ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุด คือเปลี่ยนลูกลอยใหม่ แต่ถ้ายังไม่สะดวกเปลี่ยนทันที ให้ปิดวาล์วมิเตอร์น้ำไปก่อน

2. ถังบวม/ถังแตก
เป็นปัญหาที่เกิดตามมาได้ถ้าหากน้ำล้นถัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถังที่ไม่ใช่สแตนเลส เมื่อน้ำล้นมากๆ จะเกิดแรงดัน ทำให้ถังบวมและแตกได้ นอกจากนี้ การตั้งถังไว้ในที่ที่มีแดดจัดๆ ก็สามารถทำให้ตัวถังกรอบ แตกได้เช่นกัน

3. น้ำในถังไม่สะอาด
เมื่อถึงคราวที่น้ำประปาไม่ไหล จำเป็นต้องใช้น้ำที่สำรองไว้ในถัง แต่น้ำเกิดสกปรก มีกลิ่นเหม็น มีตะกอนมีเศษนั่นเศษนี่ สาเหตุเป็นเพราะคุณทำความสะอาดถังเก็บน้ำน้อยเกินไปหรือไม่เคยทำความสะอาดเลย โดยที่เหมาะสมคือควรทำทุกครึ่งปี ส่วนวิธีการคือถ่ายน้ำออกจากถังก่อน จากนั้นฉีดน้ำทำความสะอาดข้างในถังด้วยเครื่องฉีดแรงดันสูง จากนั้นพอถังแห้งแล้วก็ใส่น้ำได้ตามปรกติ หรือจะใช้คลอรีนใส่ลงไปในถังเพื่อฆ่าเชื้อโรค กวนให้เข้ากัน จากนั้นค่อยปล่อยน้ำออกแล้วใส่น้ำเข้าไปใหม่

4. ถังน้ำรั่ว
บางบ้านอาจจะเจอปัญหาน้ำรั่วซึมตามข้อต่อถัง ซึ่งสาเหตุเกิดจากการที่วัสดุหดตัวเมื่อเจอความร้อนหรือเย็นนานๆ หรือถูกความชื้นมากเกินไปจนเป็นสนิม วิธีแก้ปัญหาคือให้ติดต่อบริษัทผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่าย เพื่อให้ช่างรีบมาซ่อม ซึ่งการซ่อมใช้เวลาไม่นานมากและไม่เปลืองค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นถังเก็บน้ำใต้ดินจะซ่อมยากกว่า เพราะต้องรื้อฝาออก นอกจากนี้เจ้าของบ้านอาจไม่รู้เมื่อน้ำรั่วด้วย เพราะถังถูกซ่อนไว้ใต้ดิน ทำให้ไม่ได้ยินเสียงน้ำหยด หรือเห็นรอยน้ำซึม ดังนั้นใครที่กังวลปัญหาเรื่องน้ำรั่วจริงๆ แนะนำให้ติดตั้งเป็นถังบนดินจะดีที่สุด

มั่นใจ เลือกใช้ถังเก็บน้ำ DOS Life!
ตอบโจทย์ครบทุกความต้องการด้วยถังเก็บน้ำคุณภาพระดับพรีเมียม มีให้เลือกหลากหลายแบบ วัสดุทนทาน ไม่แตก กรอบ รั่วซึมง่าย ได้มาตรฐาน

คลิกติดต่อสั่งซื้อสินค้า

สินค้าแนะนำ

งานไม้เฌอร่า เทคโนโลยีทดแทนไม้ธรรมชาติในการตกแต่งบ้าน

งานไม้เฌอร่า 

ปัจจุบันนี้ การแต่งบ้านด้วยไม้ยังคงเป็นการแต่งบ้านสไตล์คลาสสิค อบอุ่น ดูเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญยังดูทันสมัยไม่ตกยุคอีกด้วย แต่การใช้ไม้แท้ในการตกแต่งบ้านนั้นจะมีราคาค่อนข้างสูง วันนี้ผมเลยอยากพาผู้อ่านทุกท่านมารู้จักกับไม้ฝาเฌอร่า เทคโนโลยีทดแทนไม้ธรรมชาติในการตกแต่งบ้าน ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้ท่านได้อย่างมาก
ไม้ฝาเฌอร่าผลิตจากเทคโนโลยีไฟเบอร์ซีเมนต์ ที่มีส่วนประกอบของปูนซีเมนต์ ซิลิกา และเส้นใยเซลลูโลส ทำให้มีความแข็งแรง ทนทาน รองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังทนได้กับทุกสภาพอากาศ ทนน้ำ ทนชื้น ทนไฟ ป้องกันเสียงได้เป็นอย่างดี สามารถดัดให้โค้งงอเพื่อให้เปลี่ยนรูปทรงได้ตามต้องการที่สำคัญคือปราศจากปัญหาปลวกกวนใจด้วย

ไม้ฝาเฌอร่ามีหลายแบบให้เลือกใช้ไม่ว่าจะเป็นสี เนื้อไม้ หรือแม้แต่ความหนาที่มีให้เลือกหลากหลาย ซึ่งไม้ฝาเฌอร่าแต่ละชนิดจะเหมาะกับวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้นในการเลือกใช้งานแต่ละแบบ ก็จะมีวัสดุและคุณสมบัติที่ใช้แตกต่างกันเช่นกัน

ผมเลยอยากพาผู้อ่านทุกท่านมารู้จักกับประเภทของไม้ฝาเฌอร่า พร้อมทั้งวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกันดังนี้

ไม้ฝาเฌอร่า 3 ประเภทเหมาะกับงานแบบไหนบ้าง?

1 ไม้พื้นเฌอร่า
ไม้พื้นเฌอร่าเป็นไม้พื้นเทียมหรือไม้พื้นสังเคราะห์ที่เกิดจากไฟเบอร์ซีเมนต์ ให้ความสวยงามเรียบง่ายตามแบบธรรมชาติ สามารถรับแรงกระแทกได้ดี ไม่มีปัญหาเรื่องการบิดตัว พองตัวหรือหดตัว มีขนาดกว้างประมาณ 4 ถึง 12 นิ้ว เหมาะสำหรับการปูพื้นในสวนนอกบ้าน ทางเดินบริเวณรอบสระว่ายน้ำ ทางเดินในสวน และพื้นที่พักผ่อนสำหรับเด็กๆ ในบ้านหรือโรงเรียน

2 ไม้ระแนงเฌอร่า
ไม้ระแนงเฌอร่าเป็นไม้ระแนงที่ทำจากไฟเบอร์ซีเมนต์ชนิดปราศจากใยหิน ทนต่อทุกสภาพอากาศ ไม่มีการโค้งงอหดตัว มักใช้เพื่อตกแต่ง และเป็นส่วนประกอบในโครงสร้างผนังหรือพื้นที่ว่างต่างๆ เพื่อเพิ่มความสวยงามโดดเด่น ตามสไตล์ของเจ้าของบ้าน

3 ไม้แผ่นลายเฌอร่า หรือเฌอร่าบอร์ด
ไม้แผ่นลายเฌอร่าหรือเฌอร่าบอร์ด เป็นการเพิ่มเทคโนโลยีคริสตัลเอ็นจิเนียริ่ง (crystal engineering Technology) ที่จะเพิ่มความแข็งแรงให้กับเทคโนโลยีไฟเบอร์ซีเมนต์และยังเพิ่มความสวยงาม ด้วยลวดลายต่างๆ ทำให้เป็นสไตล์โมเดิร์นขึ้นไปในตัว ตอบโจทย์ความต้องการของทุกสไตล์สถาปัตยกรรม

ไม้พื้นเฌอร่าสามารถใช้ในการตกแต่งส่วนต่างๆ ของบ้านได้ตามสไตล์ที่เจ้าของบ้านต้องการ
ทั้งนี้เนื่องจากการใช้ไม้เฌอร่าแทนไม้จริง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการตกแต่งบ้านได้เป็นอย่างมาก ทำให้ปัจจุบันมีการเลือกใช้ไม้เทียมเหล่านี้มากขึ้น นอกจากนี้ก็ยังสามารถเลือกใช้ในการตกแต่งบ้านในสไตล์ต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้อย่างดี ดังนั้นนอกจากจะเลือกไม้เฌอร่าจากการใช้งานหรือวัตถุประสงค์แล้ว ท่านควรจะเลือกไม้เฌอร่าจากไลฟ์สไตล์หรือรสนิยมที่ท่านต้องการด้วยเช่นกัน

คลิกติดต่อสั่งซื้อสินค้า

สินค้าแนะนำ